2.1 การเฟื่องฟูของอุดมการณ์สังคมนิยม

เนื่องจากชัยชนะของกรณี 14 ตุลาคม 2516 ทำให้การผูกขาดทางความคิดโดยรัฐพังทลายลง จึงเป็นครั้งแรกที่สังคมไทยมีเสรีภาพทางความคิดอย่างเต็มที่ หลังจากที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการมาช้านาน ดังนั้น เสรีภาพในการแสวงหาความรู้ใหม่กลายเป็นที่ชอบธรรม ความรู้และความคิดแบบสังคมนิยมที่เคยเป็นความคิดต้องห้ามในสมัยก่อนกรณี 14 ตุลาคม 2516 จึงได้รับความสนใจอย่างยิ่ง ส่วนหนึ่งเริ่มต้นจากความสนใจในเรื่องราวเกี่ยวกับสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือที่เรียกกันว่าจีนคอมมิวนิสต์ เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยถือว่าจีนคอมมิวนิสต์นั้นเป็นศัตรูสำคัญ และจะโฆษณาให้เห็นว่าจีนเป็นผู้ก่อให้เกิดความไม่สงบในเอเชีย และเป็นรัฐที่มุ่งจะรุกรานประเทศไทย ความรู้เรื่องจีนคอมมิวนิสต์ในด้านต่างๆ จึงเป็นสิ่งห้ามเผยแพร่ ต่อมาในระยะก่อน พ.ศ.2516 ไม่นานนัก ได้เริ่มเกิดกระแสพิจารณาจีนในอีกลักษณะหนึ่ง กล่าวคือ จีนไม่ใช่ศัตรูผู้รุกรานมากเท่าที่เคยเข้าใจ กระแสความคิดนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ นั่นคือ การที่จีนได้รับการรับรองเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เมื่อ พ.ศ.2514 และการที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน แห่งสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนจีนเมื่อ พ.ศ.2515 อันเป็นการเปิดความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจ สถานการณ์นี้ส่งผลทำให้รัฐบาลไทยต้องเริ่มปรับท่าที และจะเริ่มมีหนังสือที่อธิบายถึงเรื่องจีนออกเผยแพร่บ้าง เช่น นโยบายต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน ของฉันทิมา อ่องสุรักษ์ และ โจวเอินไหล ของอ.อิทธิพล ซึ่งเผยแพร่ใน พ.ศ.2516

แต่กระนั้น กระแสแห่งตื่นตัวของประชาชนที่สนใจในเรื่องความรู้เกี่ยวกับจีนอย่างจริงจัง เริ่มเห็นได้ชัดหลังกรณี 14 ตุลาคม 2516 เช่นการที่ ฝ่ายวิชาการ สจม. (สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้ตีพิมพ์เรื่อง จีน:แผ่นดินแห่งการปฏิวัติตลอดกาล ออกเผยแพร่ในเดือนธันวาคม 2516 หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแปลจากบันทึกของสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ได้เดินทางเข้าไปในจีน และได้นำความรู้เกี่ยวกับสังคมจีนหลังปฏิวัติมาเผยแพร่กับชาวโลก นอกจากนี้ เกษม วงศ์ประดิษฐ์ ก็แปลเรื่อง 15 ปีในสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกเผยแพร่เมื่อต้นปี พ.ศ.2517 เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับนายแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อ เจ.เอส.ฮอร์น ซึ่งได้เข้าไปทำงานในจีนหลังปฏิวัติ และอาศัยอยู่ในจีนนานถึง 25 ปี หนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นหนังสือขายดี และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ความรู้เกี่ยวกับจีนแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ ผลสะเทือนในด้านแนวคิดสังคมนิยมก็เริ่มแสดงให้เห็นเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากคำแถลงในการจัดพิมพ์เรื่อง จีน:แผ่นดินแห่งการปฏิวัติตลอดกาล ได้มีข้อความลงท้ายว่า

ในระยะแรกนี้ขอบข่ายการทำงานของเราอาจจะอยู่ในวงแคบ ด้วยความจำกัดของประสบการณ์ โลกทัศน์ และชีวทัศน์ อีกทั้งแรงงานของเราก็เป็นแรงงานอาสาสมัคร แต่เราก็จะเข้าร่วมต่อสู้ทางความคิดในกระแสของประวัติศาสตร์ เพื่อแสวงหาทิศทางของการสร้างสังคมใหม่ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

จนกระทั่ง หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ทำให้ความคิดสังคมนิยมเป็นที่สนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ก็คือการจัดนิทรรศการจีนแดง โดยองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยระหว่างวันที่ 23-29 มกราคม 2517 ซึ่งนิทรรศการแสดงถึงประวัติบุคคลสำคัญของลัทธิคอมมิวนิสต์ และให้ความรู้ในเรื่องราวเกี่ยวกับจีนในด้านต่างๆ เช่น ในด้านการเมืองการปกครอง การศึกษา การแพทย์ เศรษฐกิจ การกีฬา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ก็ยังมีการฉายภาพยนตร์ที่มาจากจีนคอมมิวนิสต์ด้วย นับเป็นครั้งแรกที่ความรู้เกี่ยวกับจีน ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชนในหลายแง่มุมเช่นนี้ ปรากฏว่านิทรรศการได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากประชาชนโดยทั่วไป เพราะมีผู้มาเข้าชมแน่นขนัดทุกวัน จนต้องขยายงานไปจนถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ และในงานนี้ ได้มีการนำเอาหนังสือต่างๆ ที่ให้ความรู้เรื่องจีนมาวางจำหน่าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับจีนแดง ประวัติของเมาเซตุง ประวัติการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นต้น ซึ่งได้รับความสนใจเช่นกัน

การจัดนิทรรศการครั้งนี้เป็นที่สนใจของฝ่ายรัฐบาลด้วยเช่นกัน ดังเห็นได้จาก การที่นายพ่วง สุวรรณรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวในวันที่ 28 มกราคม 2517 ว่า การแสดงออกต่อประชาชนของนิทรรศการจีนแดงถือว่าผิดกฎหมายว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ได้ชี้แจงต่อไปว่า แต่ที่เจ้าหน้าที่มิได้ดำเนินการกับการกระทำดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมาย ก็เพราะเป็นเรื่องนโยบายปัจจุบัน ในที่สุดได้มีการนำเรื่องนี้ เข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ปรากฏว่า รัฐมนตรีส่วนใหญ่มีความเห็นว่าการแสดงนิทรรศการครั้งนี้ไม่มีผลเสียแต่อย่างใด เพราะเป็นการให้การศึกษาในแง่วิชาการ และหนังสือที่วางขายก็ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะเป็นหนังสือที่หาซื้อได้ทั่วไป

ผลจากการจัดนิทรรศการนี้ ได้ทำให้หนังสือ วารสาร อ.ม.ธ.ฉบับนิทรรศการจีนแดง และ ปรัชญานิพนธ์เหมาเจ๋อตง ที่ตีพิมพ์เนื่องจากนิทรรศการนี้ กลายเป็นหนังสือขายดี โดยเฉพาะเล่มหลังมีการพิมพ์ซ้ำ และหลังจากงานนิทรรศการนี้ มีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับจีนศึกษาออกเผยแพร่อีก เช่น โฉมหน้าจีนใหม่ ของเกษม วงศ์ประดิษฐ์ ซึ่งเป็นภาคสองของเรื่อง 15 ปีในสาธารณรัฐประชาชนจีน จากนั้นก็คือเรื่อง ว่าด้วยลัทธิประชาธิปไตยแผนใหม่ ของเหมาเจ๋อตง รูดม่านไม้ไผ่ ตอนจีนปฏิวัติวัฒนธรรม เป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับจีน และ ศิลปะปฏิวัติ เป็นหนังสือแสดงภาพปั้นชาวนาของจีนที่สะท้อนการถูกกดขี่พร้อมกับคำบรรยาย หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ถูกสั่งเก็บโดยทางตำรวจสันติบาลเมื่อ พ.ศ.2518 เพราะทางกรมตำรวจได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณา แล้วเห็นว่าเป็นหนังสือที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งทำให้ทางการตำรวจถูกโจมตีอย่างมากในการลิดรอนสิทธิของประชาชนเช่นนั้น จนต้องยกเลิกคำสั่งเก็บหนังสือดังกล่าวในระยะต่อมา

ถึงกระนั้น ก็ยังมีหนังสือในแนวสังคมนิยมออกตีพิมพ์จำหน่ายอีกมากมาย เริ่มจากเรื่อง คำประกาศแห่งความเสมอภาค ซึ่งแปลจากเรื่อง Communist Manifesto ของคาร์ล มาร์กซ และเฟรเดอริก เองเกลส์ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นหนังสือแปลที่อ่านยาก แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก หนังสือแนวลัทธิมาร์กซเล่มอื่นที่ตีพิมพ์ใน พ.ศ.2517 ก็เช่น หลักลัทธิเลนิน ของไพรัช บำรุงวาที ปรัชญาลัทธิมาร์กซิส ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ปรัชญาชาวบ้าน ของศักดิ์ สุริยะ ซึ่งเป็นการนำเอาลัทธิมาร์กซมาอธิบายให้เข้าใจง่าย และประยุกต์ได้กับชีวิตประจำวัน หนังสือเหล่านี้ เมื่อพิมพ์เผยแพร่แล้วก็กลายเป็นที่สนใจอย่างยิ่งในหมู่ประชาชน แม้กระทั่งหนังสือในเชิงวิชาการลัทธิมาร์กซ ที่ออกเผยแพร่แล้วเสนอหลักการไม่ชัดเจนและยากแก่การทำความเข้าใจ เช่น วิวัฒนาการของมาร์กซิสม์ ของ น.ชญานุตม์ และหนังสือต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่เสนอประวัติของมาร์กซ์ เช่น ความผิดพลาดของนายหมาก ของวสิษฐ์ เดชกุญชร ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน

หนังสือที่เริ่มเสนอแนวทางการวิเคราะห์สังคมโดยใช้ทฤษฎีลัทธิมาร์กซที่ออกเผยแพร่ใน พ.ศ.2517 ก็มีแล้ว นั่นคือเรื่อง วิวัฒนาการของสังคม ของสุพจน์ ด่านตระกูล เรื่อง วิจัยสังคมไทย ของอำนาจ ยุทธวิวัฒน์ เรื่อง การเมืองไทยกับทางไปสู่สังคมนิยม ของสุรัฐ รจนาวรรณ หนังสืออีกเล่มที่มีความสำคัญก็คือเรื่อง ภัยร้ายจากเผด็จการฟาสซิสม์ ของโยธิน มหายุทธนา ซึ่งรวบรวมตีพิมพ์ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2517 แต่กระนั้น หนังสือที่ทำสถิติขายดี ก็คือเรื่อง โฉมหน้าศักดินาไทย ของจิตร ภูมิศักดิ์ โดยใช้นามปากกาว่า สมสมัย ศรีศูทรพรรณ หนังสือนี้เขียนมาตั้งแต่ พ.ศ.2500 แล้วนำมาพิมพ์ซ้ำ ในเรื่องนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ได้ใช้ลัทธิมาร์กซมาเป็นเครื่องมือวิเคราะห์สังคมไทยในสมัยศักดินา และชี้ให้เห็นโฉมหน้าที่กดขี่ของสังคมศักดินา ซึ่งเป็นการทำลายภาพดั้งเดิมในสังคมไทยที่พยายามเสนอว่า สังคมยุคศักดินาเป็นสังคมที่สงบร่มเย็น ภายใต้บารมีของผู้ปกครอง ความจริงแล้วเคยมีงานของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ก่อนกรณี 14 ตุลาคม 2516 เช่น ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน พิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ.2515 โดย กมล กมลตระกูล ผู้นำกลับมาตีพิมพ์อธิบายว่า ค้นพบหนังสือนี้ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเอามาพิมพ์ซ้ำ แต่ขายไม่ดีนัก จนเมื่อนำมาตีพิมพ์ใหม่หลังกรณี 14 ตุลาฯ กลับกลายเป็นหนังสือขายดีมาก

เรื่องราวสำคัญที่เผยแพร่ในระยะ พ.ศ.2517 นี้ด้วยก็คือ เรื่องเกี่ยวกับกรณีสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล มีการพิมพ์เรื่อง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ของสุพจน์ ด่านตระกูล ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์สวรรคต เพื่อยืนยันว่านายปรีดี พนมยงค์ ไม่มีความผิด นอกจากนี้ก็คือเรื่อง กรณีสวรรคต 9 มิถุนายน 2489 ของสรรใจ แสงวิเชียร และวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ซึ่งมุ่งจะอธิบายถวายพระเกียรติพระราชอนุชาว่า ทรงบริสุทธิ์พระทัยและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารครั้งนี้ แต่หนังสือเรื่องกรณีสวรรคตเล่มสำคัญที่ตีพิมพ์ในระยะนี้คือเรื่อง กงจักรปีศาจ ซึ่งเป็นหนังสือที่ ร.อ.ชลิต ชัยสิทธิเวช แปลจากหนังสือเรื่อง The Devil’s Discus ของRayne Kruger และเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทยในระยะก่อนหน้านี้ หนังสือเล่มนี้ได้ให้ข้อเท็จจริง และเปิดประเด็นใหม่เกี่ยวกับกรณีสวรรคต โดยชี้ให้เห็นเช่นกันว่า นายปรีดี พนมยงค์ และเจ้าหน้าที่พระราชวัง 3 คนที่ถูกประหารชีวิตไม่มีความผิดแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะกรณีสวรรคตยังอยู่ในความสนใจของประชาชนเสมอ หนังสือเหล่านี้จึงได้รับความสนใจอย่างมาก

นอกจากหนังสือเล่มแล้ว ยังมีหนังสือพิมพ์ และวารสารในเชิงก้าวหน้าที่เสนอแนวคิดใหม่แก่สังคม ทั้งในด้านแนวทางประชาธิปไตย ข้อถกเถียงเกี่ยวกับแนวคิดสังคมนิยม ตลอดจนเสนอบทบาทของขบวนการนักศึกษา ที่เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยเช่น ประชาชาติ ประชาธิปไตย และ เสียงใหม่ และที่เป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษคือ The Nation สำหรับหนังสือพิมพ์ อธิปัตย์ ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ออกราย 3 วัน ส่วนที่เป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ก็คือ มหาราษฎร์ ซึ่งออกพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ก่อนกรณี 14 ตุลาฯ ประชาชาติรายสัปดาห์ ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับ ประชาชาติรายวัน และ The Nation นอกจากนี้ก็คือหนังสือรายสัปดาห์ จตุรัส ที่เด่นมากในการเสนอประเด็นทางการเมืองและสังคม และ เอเซียวิเคราะห์ข่าว ซึ่งเสนอแนวทางสังคมนิยม และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับจีนศึกษาให้แก่ขบวนการนักศึกษาอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ก็คือหนังสือ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ของสมาคมสังคมศาสตร์ ซึ่งมีอิทธิพลมาหลายปีก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ปุถุชน ซึ่งเป็นนิตยสารทางวรรณกรรมและสังคม แม้กระทั่งวารสารรายเดือน อักษรศาสตร์พิจารณ์ ของกลุ่มนิสิตคณะอักษรศาสตร์ ซึ่งมี ประสิทธิ์ รุ่งเรืองรัตนกุล เป็นบรรณาธิการ ก็มีบทบาทที่ก้าวหน้ามากขึ้น และช่วยสร้างความคิดใหม่ให้แก่ขบวนการนักศึกษาเช่นกัน

ต่อมา ใน พ.ศ.2518 และ พ.ศ.2519 ก็ยังคงเป็นระยะดอกไม้ร้อยดอกเบ่งบานสำหรับแนวคิดสังคมนิยม เพราะหนังสือที่เสนอแนวทางสังคมนิยมยังคงตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง และครอบครองส่วนข้างมากของตลาดหนังสือ ที่สำคัญคือ กลุ่มนักศึกษาที่ก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งที่นำโดยนิสิต จิรโสภณ ได้ตั้งสำนักพิมพ์ชื่อ ชมรมหนังสือแสงตะวัน เพื่อพิมพ์หนังสือเผยแพร่อุดมการณ์สังคมนิยมโดยตรง สำนักพิมพ์นี้พิมพ์หนังสือที่เด่นมากก็คือ หนังสือชุด สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตง ซึ่งพิมพ์ออกมาเป็น 8 เล่ม เล่มอื่นๆ ก็เช่น เหมาเจ๋อตง ผู้นำจีนใหม่ ของเทอด ประชาธรรม ลัทธิคอมมิวนิสต์จอมปลอมของครุสชอฟ ของกองบรรณาธิการหุงฉี แถลงการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ ของมาร์กซ และเองเกลส์ ซึ่งฉบับที่ชมรมหนังสือแสงตะวันนำมาตีพิมพ์ ก็คือฉบับแปลของสำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ ปักกิ่ง ทีปกร ศิลปินนักรบของประชาชน เป็นหนังสือรวมบทความด้านวรรณกรรมของจิตร ภูมิศักดิ์ ความเรียงว่าด้วยศาสนา เป็นงานแปลเชิงวิพากษ์ศาสนาของจิตร ภูมิศักดิ์ เรื่อง วิทยาศาสตร์สังคมของประชาชน ของอนันต์ ปั้นเอี่ยม ซึ่งเป็นหนังสืออธิบายลัทธิมาร์กซ์อย่างง่ายเช่นกัน เรื่อง วิวัฒนาการแห่งสังคมสยาม ของสรรค์ รังสฤษฏิ์ เป็นเรื่องของการนำเอาลัทธิมาร์กซมาอธิบายประวัติศาสตร์สังคมไทย เป็นต้น

นอกจากหนังสือของชมรมหนังสือแสงตะวัน ยังมีหนังสืออื่นๆ อีกมากซึ่งเสนอความรู้เกี่ยวกับจีนและแนวทางสังคมนิยม หนังสือเหล่านี้พิมพ์เผยแพร่ในนามสำนักพิมพ์ต่างๆ หลากหลายกัน ที่เป็นหนังสือเชิงทฤษฎี เช่น วิวัฒนาการความคิดสังคมนิยม (2518) ของชาญ กรัสนัยบุระ ลัทธิสังคมนิยมแบบเพ้อฝันและแบบวิทยาศาสตร์ (2518) ของเฟรเดอริก เองเกลส์ แปลโดย อุทิศและโยธิน มาร์กซ์จงใจพิสูจน์อะไร (2518) ของสุภา ศิริมานนท์ เศรษฐศาสตร์เพื่อมวลชน (2518) ของวิภาษ รักษาวาที เป็นต้น เรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีน และแนวคิดทฤษฎีก็เช่น นักศึกษาจีน:แนวหน้าขบวนการปฏิวัติสังคม (2518) ซึ่งพิมพ์โดยพรรคพลังธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คติพจน์เหมาเจ๋อตงว่าด้วยการสร้างพรรค (2519) ว่าด้วยประชาธิปไตยรวมศูนย์ (2519) โฉมหน้าจีนใหม่ (2519) ตีพิมพ์โดยองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บนเส้นทางสังคมนิยมจีน (2519) ของธีรยุทธ บุญมี นอกจากเรื่องจีนแล้ว เรื่องเกี่ยวกับผู้นำเกาหลีเหนือก็ได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยเช่นเดียวกันคือ กิมอิลซอง ของคม ทิวากร ซึ่งพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เข็มทิศ และเผยแพร่เมื่อต้นปี พ.ศ.2519 นอกจากนี้ก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้ของประชาชนอินโดจีน เช่น สงครามอินโดจีน (2516) ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล สงครามอินโดจีน ลาว เขมร เวียดนาม (2517) ของชาญวิทย์ เกษตรศิริ สงครามจรยุทธ ของโวเหงียนเกี๊ยบ แปลโดย ศาศวัต วิสุทธิ์วิภาษ และตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ปุถุชน ใน พ.ศ.2517 สรรนิพนธ์โฮจิมินห์ (2518) และ วิเคราะห์การต่อสู้ของพรรคลาวด๋อง (2519) ของธีรยุทธ บุญมี เป็นต้น และหนังสือที่แพร่หลายอย่างมากอีกเรื่องหนึ่งคือ เช กูวารา นายแพทย์นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ ของศรีอุบล ซึ่งเป็นเรื่องของเช กูวารา นักปฏิวัติสากลนิยมผู้โด่งดัง ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ.2516 ต่อมากลายเป็นหนังสือขายดีจนต้องตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง และทำให้เช กูวารา เป็นที่รู้จักทั่วไปในสังคมไทย

แม้กระทั่ง เอกสารภายในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหลายฉบับที่เสนอเนื้อหาปฏิวัติ ก็ได้รับการนำมาตีพิมพ์อย่างเปิดเผย เช่น ชีวทัศน์เยาวชน ซึ่งนำเสนอหลักการในการดำรงชีวิตที่ก้าวหน้าของเยาวชน ลัทธิวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการทางสังคม โดย อธิคม กรองเกรดเพชร เป็นเอกสารศึกษาเรื่องทฤษฎีภายในพรรค ใครสร้างใครทำ เป็นเอกสารของพรรคที่นำเสนอการวิเคราะห์สังคมไทยอย่างง่ายๆ คติพจน์เหมาเจ๋อตง เป็นการรวบรวมวลีและถ้อยคำต่างๆ ของเหมาเจ๋อตง มาไว้ในเล่มเดียวกัน และถือเป็นหนังสือคู่มือของสมาชิกสันนิบาตเยาวชนพรรคคอมมิวนิสต์ไทย หนทางการปฏิวัติไทย เป็นเอกสารชี้นำสถานการณ์ภายในพรรค และเรื่องอื่นๆ เช่น หญิงสู้หญิงชนะ ใต้ธงปฏิวัติ ฯลฯ แต่ที่สำคัญก็คือ การตีพิมพ์ ไทยกึ่งเมืองขึ้น ของอรัญ พรหมชมภู (อุดม ศรีสุวรรณ) เมื่อ พ.ศ.2519 ซึ่งเป็นหนังสือวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่า ไทยนั้นมิใช่ประเทศที่เป็นเอกราชสมบูรณ์ แต่ตกอยู่ในฐานะกึ่งเมืองขึ้นของจักรพรรดินิยมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4

การเผยแพร่ของหนังสือเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นการนำมาซึ่งการปฏิวัติทางภูมิปัญญาของสังคมไทย ทำให้นักศึกษาประชาชนจำนวนมาก หลุดจากโครงครอบทางความคิดแบบเก่าสู่โครงสร้างทางความคิดแบบใหม่ที่มีทีท่าว่าจะก้าวหน้ากว่าในยุคสมัยนั้น นั่นคือแนวคิดแบบสังคมนิยม การที่แนวคิดสังคมนิยมกลายเป็นที่ยอมรับ ส่วนหนึ่งก็เพราะทฤษฎีลัทธิมาร์กซสามารถวิเคราะห์สังคมเก่าได้อย่างมีพลัง และยังเสนอทางออกได้ชัดเจน นั่นคือการนำเสนอว่า สังคมมนุษย์เป็นสังคมที่มีชนชั้น มีการกดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบกัน เพื่อรักษาการกดขี่ขูดรีดนั้น ชนชั้นปกครองจะสร้างรัฐขึ้นมาปกป้องอำนาจของตน และสร้างศาสนาและวัฒนธรรมขึ้นมามอมเมาประชาชน แต่สาระสำคัญที่ชนชั้นปกครองต้องการรักษาไว้คือ การขูดรีดทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ชนชั้นปกครองที่เป็นชนชั้นศักดินาและนายทุน มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย ขณะที่ประชาชนชั้นล่างที่เป็นกรรมกรชาวนา จะตกอยู่ในภาวะยากจนข้นแค้นเสมอ แต่กระนั้น แนวคิดสังคมนิยมก็มิได้สอนให้ประชาชนท้อแท้ เพราะตามหลักปรัชญาสังคมนิยมนั้น มนุษย์เป็นผู้สร้างสังคมของตนเอง ดังนั้น ชนชั้นกรรมกรและชาวนาจึงสามารถที่จะกำหนดอนาคตของตนได้ โดยการรวมพลังกันก่อการปฏิวัติ โค่นล้มสังคมที่กดขี่ลง แล้วสร้างสังคมใหม่ของชนชั้นกรรมาชีพขึ้นแทน สังคมใหม่ของกรรมาชีพนี้คือ สังคมแบบสังคมนิยม ที่มนุษย์จะมีความเสมอภาค ไม่มีการกดขี่ขูดรีดกันอีกต่อไป จะเป็นสังคมที่ก้าวหน้ารุ่งเรือง

ตัวอย่างที่ดีสำหรับความก้าวหน้าของลัทธิสังคมนิยมในความรู้ที่พัฒนาหลังกรณี 14 ตุลาคม 2516 ก็คือ ชัยชนะและการยืนหยัดของการปฏิวัติจีน เพราะตั้งแต่หลังการปฏิวัติเมื่อ พ.ศ.2492 จีนก็สามารถแก้ปัญหาความยากจนและล้าหลังของตน และพัฒนาจนกลายเป็นประเทศชั้นนำของโลก และเป็นสังคมที่มีความเสมอภาคยิ่งกว่าประเทศทุนนิยมใดๆ การที่หนังสือพิมพ์เอเชียวิเคราะห์ข่าว ได้นำเอาเรื่องเกี่ยวกับความก้าวหน้า ชัยชนะ และแบบอย่างอันดีของจีนมาเผยแพร่ ก็เป็นการปลุกเร้าให้เห็นอนาคตว่า สังคมไทยจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน ดังบทความที่สะท้อนว่า ระบบเศรษฐกิจของเราจำเป็นต้องเปลี่ยนไปเป็นสังคมนิยม จึงจะแก้ไขภาวะยุ่งยากได้ และความจริงแนวโน้มความเสื่อมศรัทธาในระบบทุนนิยมนั้นเป็นไปทั่วโลก นอกจากนี้ ชัยชนะในการปฏิวัติของกัมพูชาและเวียดนามในเดือนเมษายน 2518 และชัยชนะของการปฏิวัติลาวในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ก็เป็นแรงใจปลุกเร้าให้เห็นว่า โอกาสในการขับไล่จักรพรรดินิยมและสร้างชัยชนะที่จะนำมาสู่การสร้างสังคมใหม่นั้นเกิดขึ้นได้ และเป็นการช่วยตอกย้ำให้เกิดความมั่นใจในชัยชนะของประชาชนมากขึ้น

ด้วยเหตุเหล่านี้ จึงทำให้อุดมการณ์สังคมนิยมค่อยๆ กลายเป็นอุดมการณ์ของขบวนการนักศึกษาไทย และทฤษฎีสังคมนิยมกลายเป็นอาวุธในการวิพากษ์สังคมไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยการวิเคราะห์และวิพากษ์สังคมไทยว่าเป็นสังคมชนชั้น ที่มีการกดขี่ขูดรีดกันอย่างรุนแรง ชนชั้นปกครองไทยได้สบคบกับจักรพรรดินิยมอเมริกา ทำการกดขี่ประชาชนอย่างหนัก หนทางในการแก้ไขจึงจะต้องปฏิวัติประเทศไปสู่สังคมนิยม โค่นล้มชนชั้นที่กดขี่ อันได้แก่ กลุ่มทุนนิยมขุนนาง ขุนศึก และ ศักดินา ขับไล่จักรพรรดินิยมอเมริกา และสร้างสังคมใหม่แห่งชนชั้นกรรมกรชาวนาขึ้น อุดมการณ์สังคมนิยมได้เรียกร้องให้นักศึกษาในฐานะที่เป็นเยาวชนเข้าแบกรับหน้าที่นี้ซึ่งสอดคล้องกับจิตสำนึกในการต่อสู้เพื่อส่วนรวมในขบวนการนักศึกษา ที่พัฒนามาตั้งแต่ยุคก่อนกรณี 14 ตุลาคม 2516 เมื่อมาถึงขณะนี้ คำขวัญเรียกร้องให้รับใช้ประชาชนจึงแพร่หลายทั่วไปในขบวนการนักศึกษา

การเผยแพร่ของอุดมการณ์สังคมนิยม ซึ่งเปิดโปงให้เห็นความเหลวแหลกเสื่อมทรามของสังคมไทยอย่างชัดแจ้ง ได้รับการเผยแพร่เป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมากมาก ในที่สุด แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหญ่และค่อนข้างมีบทบาท ก็ยังประกาศว่าจะใช้นโยบายบริหารประเทศแบบ “สังคมนิยมอ่อนๆ” นอกจากนี้ ยังมีการก่อตั้งพรรคการเมืองแนวสังคมนิยมขึ้นมาต่อสู้ทางรัฐสภา 3 พรรค นั่นคือ พรรคแนวร่วมสังคมนิยม ที่นำโดยนายแคล้ว นรปติ และมีนายเกริก ระวังภัย เป็นรองหัวหน้าพรรค นายพรชัย แสงชัจจ์ เป็นเลขาธิการพรรค ต่อมาคือ พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ซึ่งมี พ.อ.สมคิด ศรีสังคม เป็นหัวหน้าพรรค นายไขแสง สุกใส เป็นรองหัวหน้าพรรค และนายบุญสนอง บุญโยทยาน เป็นเลขาธิการพรรค ปรากฏว่าพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ได้รับการต้อนรับและเข้าร่วมจากคนรุ่นใหม่จากขบวนการนักศึกษาจำนวนมาก และได้ชูคำขวัญว่า “ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” พรรคที่สามก็คือ พรรคพลังใหม่ ซึ่งตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักวิชาการและปัญญาชนที่รักความเป็นธรรมอีกกลุ่มหนึ่ง หัวหน้าพรรคก็คือ นายกระแส ชนะวงศ์ นายแพทย์รางวัลแมกไซไซ เลขาธิการพรรคก็คือ นายปราโมทย์ นาครทรรพ์ นอกจากนี้ยังร่วมด้วยคนอื่นๆ เช่น นายจรัญ ประดับพงษ์ นายประสาน ต่างใจ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ เป็นต้น

พรรคแนวทางสังคมนิยมทั้งสามพรรค ได้พยายามดำเนินการต่อสู้หนทางรัฐสภาเพื่อปกป้องพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนคนยากคนจนอย่างเต็มที่ และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2518 มีสมาชิกทั้ง 3 พรรคได้รับเลือกเข้าสู่สภาถึง 37 ที่นั่ง เป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย 15 ที่นั่ง พรรคพลังใหม่ 12 ที่นั่ง และพรรคแนวร่วมสังคมนิยม 10 ที่นั่ง และในจำนวนนี้ปรากฏว่า นายสุธีร์ ภูวพันธ์ ส.ส.พรรคแนวร่วมสังคมนิยมจากจังหวัดสุรินทร์ ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุดของประเทศด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคแนวทางสังคมนิยมได้รับการต้อนรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และกลายเป็นพลังต่อรองทางการเมืองในรัฐสภาอันสำคัญยิ่ง

ผลงานชิ้นสำคัญของพรรคแนวทางสังคมนิยมทั้ง 3 พรรคก็คือ ความพยายามผลักดันให้มีการเลิกกฎหมายคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2496 โดยเริ่มจากวันที่ 23 มีนาคม 2518 บุญสนอง บุญโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย แถลงว่าจะเสนอให้มีการเลิกพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นเครื่องมือของฝ่ายทรราชย์ในการเข่นฆ่าและทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ จึงควรที่จะยกเลิกเสีย และได้เสนอให้ประชาชนไทยสามารถตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นในยุโรปตะวันตก ดังนั้น ในวันที่ 23 เมษายน ทั้งสามพรรคได้ชักชวนให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเกษตรสังคม ซึ่งเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน เสนอร่างยกเลิกพระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์อย่างเป็นทางการ จึงนำมาซึ่งการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง เพราะฝ่ายทหารและข้าราชการยังเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นในการใช้ปราบปรามการก่อการร้ายของฝ่ายคอมมิวนิสต์ หรือถ้าเลิกกฎหมายฉบับนี้ ก็ควรจะต้องมีกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ ในที่สุด สภาความม่ันคงก็ได้เสนอร่างกฎหมายใหม่ เรียกว่า ร่างกฎหมายความปลอดภัยแห่งชาติ ซึ่งยิ่งมีมาตรการในการปราบปราบประชาชนที่ครอบจักรวาลยิ่งกว่าพระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์ และในวันที่ 2 กันยายน 2518 คณะรัฐมนตรีได้รับร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ แต่ต่อมา ได้เกิดกระแสการคัดค้านอย่างหนัก โดยขบวนการนักศึกษาและพรรคสังคมนิยมทั้ง 3 พรรค รัฐบาลจึงแถลงว่า จะมอบให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาใหม่

ด้วยการเคลื่อนไหวของฝ่ายพรรคสังคมนิยม ทำให้ผู้ปกครองศักดินาและพรรคการเมืองชนชั้นนายทุน ก็เกิดความหวาดระแวงว่า พรรคแนวทางสังคมนิยมเหล่านี้ จะไปทำให้ผลประโยชน์และความได้เปรียบของตนลดลง จึงได้ใช้พยายามที่จะใส่ร้ายป้ายสีและทำลาย เช่น การโจมตีว่าพรรคสังคมนิยมเหล่านี้เป็นแนวร่วมของคอมมิวนิสต์ โดยใช้คำขวัญรณรงค์ว่าสังคมนิยมทุกชนิดคือคอมมิวนิสต์นั่นเอง หรือได้เงินจากองค์การสืบราชการลับของเคจีบีแห่งสหภาพโซเวียตบ้าง ขายชาติให้เวียดนามบ้าง เป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์บ้าง นอกจากนี้ก็คือการใช้ความรุนแรงทำร้ายและก่อกวนผู้สมัครรับเลือกตั้งของทั้ง 3 พรรค ด้วยเหตุจากการโจมตีใส่ร้ายและสกัดกั้นทุกวิถีทางดังกล่าว ทำให้การเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2519 มีผู้สมัครทั้ง 3 พรรคได้รับเลือกเข้าสภาผู้แทนราษฎรเพียง 6 คนเท่านั้น คือ พรรคพลังใหม่ 3 คน พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย 2 คน และ พรรคแนวร่วมสังคมนิยม 1 คน

อย่างไรก็ตาม การแพร่หลายของความรู้เกี่ยวกับจีน และการเผยแพร่แนวคิดสังคมนิยม ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายเช่นกัน เพราะรัฐบาลพลเรือนหลัง 14 ตุลาคม 2516 มีแนวโน้มที่จะยอมรับการเป็นมิตรกับจีนมากขึ้น วันที่ 4 เมษายน 2517 รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้เสนอยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 53 ที่จะให้มีการเปิดการค้ากับจีนอย่างเสรี แต่ปรากฏกว่าสมาชิกสภาที่เรียกว่ากลุ่ม 99 คัดค้าน อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านจีนไม่อาจจะดำรงอยู่ได้ เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และได้ออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อฟื้นฟูและกระชับไมตรีระหว่าง 2 ประเทศ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518