ดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง

ดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง หรือ อ้อย เป็นลูกชายคนที่ห้าของครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องทั้งหมด 12 คน ครอบครัวดนัยศักดิ์เป็นที่รู้จักในละแวกอำเภอท่าศาลาและอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจบชั้นมัธยมต้นที่ท่าศาลา ดนัยศักดิ์เข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ จากนั้นจึงเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ดนัยศักดิ์เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลาย และเริ่มทำกิจกรรมค่ายอาสาเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ดนัยศักดิ์มีอายุ 21 ปี ขณะเสียชีวิตด้วย “บาดแผลถูกกระสุนปืนถูกเส้นเลือดใหญ่ที่ต้นขา” ในวันที่ 6 ตุลาคม 25109

ผู้เล่า นัดดา เอี่ยมคง พี่สาว

อดีตเจ้าหน้าที่พยาบาล โรงพยาบาลมิชชั่น ปัจจุบันเกษียณอายุแล้ว

ป้าชื่อลัดดา เอี่ยมคง เป็นคนนครศรีธรรมราช บ้านอยู่ที่ตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา ครอบครัวเป็นตระกูลใหญ่ ครอบครัวป้ามีพี่น้องสิบสองคน ป้าเป็นลูกสาวคนโต  พ่อแม่มีลูกสาวเจ็ดคน ลูกชายห้าคน ดนัยศักดิ์เป็นคนที่ห้า ตอนนี้พี่น้องเสียไปแล้วสองคนคือ ดนัยศักดิ์ แล้วก็น้องชายอีกคนหนึ่ง ตอนนี้เหลือกันสิบคน

ดนัยศักดิ์เรียนชั้นประถมที่กลาย ตอนมัธยมมาเรียนที่ท่าศาลา พักกับอาอยู่ที่นั่น พอช่วงเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย ก็เข้ากรุงเทพมาเรียนที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ พวกบ้านเราชอบเรียนหนังสือ ก็ใฝ่ฝันที่จะได้เข้าโรงเรียนดีๆ มีชื่อเสียง ป้าก็พาน้องไปสอบ ช่วงดนัยศักดิ์กำลังจบจากอำนวยศิลป์ ตอนนั้นมีเหตุการณ์ 14 ตุลา เขาก็ไปร่วม ไปร่วมตั้งแต่ยังเรียนที่อำนวยศิลป์

ตอนเรียนอำนวยศิลป์ วีรกรรมเขาเยอะ เป็นเด็กเพื่อนเยอะ ก็ไปนั่นนี่โน่นกัน ตีกันอะไรกัน คนบ้านเราไม่ทิ้งเพื่อน จะไม่ทิ้งเพื่อน จะกล้ากว่า จะสู้กว่าคนอื่น  ในกลุ่มเดียวกันเขาจะสู้กว่าคนอื่น เขาจะออกหน้าว่างั้นเถอะ ตีที่นั่น ตีที่นี่ วิ่งกันอะไรกันกระเจิดกระเจิง เราก็ต้องรับให้ได้น้องชายเรา เราต้องรู้ว่าเขาเป็นคนสู้คนไง เขาค่อนข้างเป็นแบบนั้น

แล้วที่บ้านนี่พอโรงเรียนปิด เขาจะเป็นคนพาหลานไปปักษ์ใต้ เราคนต่างจังหวัดค่ะ หลานเขาก็ประมาณชั้น ป.4 ป.5. ป.6 อะไรประมาณนี้ ลูกป้าสามคน พอโรงเรียนปิดก็ซื้อตั๋วไปขึ้นรถไฟที่หัวลำโพง ดนัยศักดิ์พาหลานไป จูงกันไปเป็นฝูงเลยนะ คือถ้าตัวเองโรงเรียนปิด มหาลัยปิด เขาต้องรู้แล้วว่าหน้าที่เขาคือต้องพาหลานไปอยู่ปักษ์ใต้  เด็กพวกนี้ก็ต้องเตรียมตัว เดี๋ยวน้าอ้อยมารับไป เขาเป็นคนที่รักหลาน ดูแลหลาน แล้วบ้านเราที่ใต้มีลูกน้องเยอะ เรามีรถบรรทุกดินหลายคัน พวกลูกน้องก็รักเขา พอมหาลัยปิดนี่ จะคอยว่า เดี๋ยวพี่อ้อยต้องลงไป ไปอยู่กับพวกเขา ไปอยู่ด้วยกัน ไปดูแลกัน

ตอนหลังเขาก็เข้าเรียนราม คณะรัฐศาสตร์  เขาคงชอบการปกครอง เขาอยากเป็นปลัด คือชอบการปกครอง ชอบท้องถิ่นและชอบดูแลคน เขาชอบช่วยเหลือคน ชอบออกไปช่วยเหลือคนตามที่ต่างๆไปเป็นกลุ่มของเขาประมาณปีสอง ก็มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เราก็รู้ว่าน้องต้องไป เพราะน้องชอบอย่างนี้ เขาเป็นคนที่รักเพื่อนรักพ้อง  รักในสิ่งที่ถูกต้อง ใครมีเรื่องเดือดร้อนอะไร เขาอยู่ที่รามนี่ เขาจะเป็นคนที่ช่วยเหลือเพื่อนตลอด เขาเป็นคนดีมากนะ ตอนนั้นประมาณอายุ 21 ได้เพราะว่าเขาเรียนอยู่ปีสอง

ตอนเหตุการณ์ 6 ตุลา ป้าทำงานอยู่ ก็ได้ยินวิทยุ ได้ยินอะไรนิดๆ หน่อยๆ และได้ยินเสียงปืนตลอด เพราะ [โรงพยาบาลมิชชั่น] ใกล้กับตรงนั้น มีเหตุการณ์อะไรก็จะได้ยิน แล้วพอช่วงที่ว่ายิงกันแล้วอะไรกันแล้ว เราก็ตาม คือมีน้องชายอีกคนมาอยู่ด้วย น้องชายคนที่สาม  เราก็ไปที่รามคำแหงและเริ่มตามหาเขาแล้ว เพราะใจไม่ดี ก็เริ่มลางาน หยุดงาน ไปตามหาที่รามคำแหง ตามหาเพื่อนหาฝูงก็ไม่มี หาไม่เจอ ก็ไปหาตามโรงพยาบาล  ก็จะมีแต่ชายไทยไม่ทราบชื่อ เขาไม่ชัดเจนว่าเป็นชื่ออะไร เพราะเขาจะไม่รู้ชื่อ เขาก็บอกว่าชายไทยไม่ทราบชื่อ

คนเสียชีวิตนี่เขาจะเขียนว่าชายไทยไม่ทราบชื่อ ยังจำได้ตลอดว่า ชายไทยไม่ทราบชื่อ เพราะเขาไม่มีหลักฐานไม่มีอะไรที่จะรู้ เราก็ไม่เคยคิดว่าน้องจะเสียชีวิต เพราะเขาเป็นคนฉลาด เขาไม่น่าจะโดนอะไรอย่างนี้ ไม่คิดหรอก ไม่คิด ไม่เคยคิดเลย ไปหาที่โรงพยาบาลบาลก็ไม่คิดว่าเสียชีวิต ไม่เคยไปหาคนเสียชีวิต ไม่ได้คิดอย่างนั้น คิดว่าไปหาคนเจ็บ

เช้ามืดวันที่ 7 ตอนที่ป้าไปที่ธรรมศาสตร์ ตึกนี่พรุนหมดเลย ตึกและคนที่โดนเผากับห่วงยาง ก็ยังเผาอยู่เลย ยังเผาไม่หมด เขาก็ไม่ได้เก็บไปไหน ที่ใต้ต้นมะขามหน้าธรรมศาสตร์เลย ใต้ต้นมะขาม จำได้เลยค่ะ จำได้เลย ตอนเช้าก็ที่ป้าจำได้ดีติดตาคือเผาอยู่เลย  ยางยังเผา เผาคนหรือเปล่าไม่รู้นะ เราเห็น เราก็ไม่กล้าไปเขี่ย ใครจะกล้าไปยุ่ง เราก็จะไปธุระของเรา โอ๊ย ตึกพังเลย กระจกแตก กระสุนยิงมาจากข้างนอกนะ ไม่ได้ยิงมาจากข้างใน ไม่ได้ยิงมาจากข้างในนะ คือยิงจากข้างนอกทั้งนั้น ข้างใน คงจะไม่มีอาวุธอะไรเท่าไหร่หรอก เราพูดไปเราก็ไม่เห็นนะ เดี๋ยวว่าเรานั่นอีก ก็ไม่เห็นน้องมันพกอะไรเลย มันจะเอาปืนมาจากไหนนักศึกษา

ไปถึงเห็นตึกก็ โถ ใจหมดแล้วนะ ตึกนั้นแตกกระจายหมดเลย แตกกระจายอะไรต่ออะไร สนามฟุตบอลก็นิดเดียว มันไม่ได้ใหญ่โตอะไรตามที่เขาประกาศในวิทยุ หนีกันลงอะไรนะ ลงหลุม หนีลงหลุมมั่ง หนีลงท่อที่จะไปโผล่แม่น้ำเจ้าพระยามั่ง เราก็ไปดู มันตรงไหนนะที่เขาหนีกัน ก็ไม่เห็นมีอะไรที่หนีกันได้ถึงขั้นนั้นเลย ความเป็นจริง สนามฟุตบอลแค่นั้นน่ะ แค่นั้นเอง มันไม่ได้อะไรเท่าไหร่เลย ตึกมันธรรมดาและมันจะหนีลงท่อไปได้อย่างไร

ช่วงกลางคืนก็กลับมาบ้านกัน แล้วก็ขับรถหากัน ก็ไม่ได้ผลอะไร กลับมาบ้านมีเพื่อนดนัยศักดิ์ที่รามคำแหงมาหา เขามาบอกว่า อ้อยเสียแล้วนะ อยู่โรงพยาบาลตำรวจ  คืนนั้นก็ไปโรงพยาบาลตำรวจกัน ไปเขียนไว้ว่า ดนัยศักดิ์นี่มีญาติมาแล้ว มาอายัดแล้ว เขาโดนยิงที่ยิงขา ข้างซ้ายและข้างขวา ซ้ายข้างขวาข้าง เขานุ่งกางเกงยีนส์ก็ถอดไม่ออก ตอนที่ไปอาบน้ำศพที่บ้าน ก็ต้องตัดกางเกง กางเกงตัวนั้นยังเก็บไว้จนเดี๋ยวนี้ ซักใส่ตู้เอาไว้

พออายัดศพเสร็จ  ตอนนั้นโทรศัพท์ก็ยังไม่มี ยังไม่ได้ใช้โทรศัพท์อะไรเลย  แต่ก่อนจะเกิดเหตุ ตอนกำลังเกิดเหตุการณ์นี่ ที่บ้านที่ใต้กำลังทำบุญ แม่บอกว่า ทำบุญบ้าน ที่นี้ที่ต่างจังหวัดจะฟังวิทยุกัน ก็จะมีบอกว่า มีอะไรเกิดขึ้นในกรุงเทพ แม่เขาบอกว่า เออ ถ้าอ้อย ตายไปอะไรก็ให้ได้ศพมานะอะไรอย่างงี้ แกก็ไม่ได้คิดอะไรหรอกว่า ลูกจะเสียจริงๆ

ช่วงกลางคืน สักพักหลังจากป้าไปติดต่อโรงพยาบาลตำรวจ เราติดต่อที่บ้านไม่ได้ ที่บ้านไม่มีโทรศัพท์ เราก็ไม่มีโทรศัพท์ ก็คิดว่าจะทำอย่างไรดีที่จะติดต่อที่บ้านได้ แล้วตรงนั้น [โรงพยาบาลตำรวจ] อยู่ใกล้กับศูนย์โทรศัพท์ตรงเพลินจิต ก็นึกกันได้ว่า ต้องไปโทรตรงนี้นะ โทรตรงนี้ แล้วเราจะโทรไปไหนอีกอะไรอย่างงี้

พ่อจะมีพรรคพวกมาก เพื่อนเยอะ เขาจะไปนั่งตามโรงแรม โรงแรมนครโฮเตลหรือโรงแรมใหญ่ๆ อะไรอย่างนี้ เขาก็จะไปนั่งคุยกัน นึกได้ก็โทรศัพท์หาเบอร์กัน ก็โทรไปที่นั่น [โรงแรม] แล้วก็บอกที่นั่นให้ไปบอก ช่วยให้ใครก็ได้ไปที่บ้านหน่อย บ้านที่หน้าโรงพยาบาลมหาราช ให้ไปบอกหน่อยว่า ลูกเขาเสียชีวิตแล้ว แล้วก็เจอแล้วว่าอยู่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเขาก็ช่วยกัน ก็ไปบอกทางบ้าน ที่บ้านก็เตรียมรถ ทางนี้ก็เตรียมรถ

ป้าไปจัดการเรื่องศพ ต้องไปแจ้งเสียชีวิตที่โรงพักชนะสงคราม ซึ่งโรงพักเก่ามากเลยตอนนั้น คือกว่าจะไปถึง กว่าจะทำอะไรได้นี่มันยากเย็นยากเข็ญลำบากเหลือเกิน กว่าเราจะสำเร็จ กว่าเราจะเสร็จ วินาทีนั้นนะ  ป้าทำเองทุกอย่างเลย ไปแจ้ง ตอนแรกเขาบอกว่าไปที่ว่าการ กทม. เอ้า ไม่ใช่  เขาบอกว่าต้องไปที่โรงพักชนะสงคราม ก็ไปที่นั่น พอนั่งรถแท็กซี่ แท็กซี่ก็หาไม่เจอ แท็กซี่ไม่ไปบ้าง ไปไม่ถูกบ้าง เราก็ลง ลงแล้วก็นั่งตุ๊กๆ อีก กว่าจะถึง กว่าจะเข้าไปได้ กว่าจะทำเสร็จ กว่าจะเอาศพกลับบ้านได้นี่ก็ยากลำบากอยู่ แต่ศพอื่น บางศพนี่เขายังไม่มากันเลย แต่เรานี่ยังเร็วนะ เพราะป้าไปอายัดตั้งแต่กลางคืน คืนวันที่ 7 หรือ 8 นี่ เพราะว่าวันที่ 6 โดนยิง วันที่ 7 ป้าก็เริ่มตามหา

พอเราไปถึง เราก็เห็น [ผู้เสียชีวิต] นอนเรียงกันเป็นแถวนะ เขามีโลงเล็กๆใส่ให้ เขามีโลงไม้ให้ นอนกันเลยค่ะ นอนเป็นโลงเล็กๆ ผู้ชายหลายคน วันนั้นที่เห็นตรงนั้นประมาณเกือบสิบ ความคิดเราคือเราทำงานอยู่โรงพยาบาลอยู่แล้ว เราก็ไปซื้อผ้าพลาสติกเป็นม้วนเลย  แล้วก็เอามาพันโลง พันแล้วก็ผูกหัวผูกท้ายไว้อย่างนี้เลย คือ กลิ่นก็ไม่ออก แต่เขาอาจจะฉีดยาไว้ให้แล้วก็ได้

ที่บ้านก็เอารถขึ้นมา มากลางคืนเลยรุ่งเช้าก็มาถึงแล้ว เราก็ไปโรงพยาบาลตำรวจ เตรียมซื้อโลงซื้ออะไร ไปอายัดศพ เอาศพออกมา เขาก็ฉีดยาไว้ให้แล้ว เราก็ใจสลายกันแล้ว ถึงได้ศพมา มันไม่ใช่ว่าดีใจอะไร ได้ด้วยความเจ็บปวด พอได้ศพมา พอดีบังเอิญพี่น้องเยอะ อยู่กรุงเทพฯ กันเยอะ อยู่ฝั่งธนกัน  รถก็คันใหญ่ เราก็เอาศพใส่ตรงกลาง ก็เอาผ้าใบคลุมรถเลย คลุมรถสิบล้อคันใหญ่ๆ พี่น้องก็นั่งกันอยู่ในรถหมดเลย กว่าจะผ่านไปได้ก็โดนหลายอย่าง แค่พอจะเข้าวัด ขอธูปขอเทียนนำทางไปก็โดนไล่โดนอะไร

พี่น้องเรา ลูกหลานเรามาเช่าบ้านเรียนหนังสือแถวฝั่งธน ใกล้ๆ วัดที่อยู่ตรงฝั่งธน ตรงข้างทางรถไฟ ชื่อวัดอะไร จำไม่ได้ เราก็เลยไปพัก ไปแวะวัดนี้ก่อนและก็รับลูกหลาน ทำอาหารมากินกันในรถ นั่งในรถกันไป ที่วัด ยังโดนพวกลูกเสือชาวบ้านไล่ โดนพวกนี้ไล่ ไม่ให้เราเข้าเลย ตอนนั้นมีฝ่ายหนึ่งที่จะไม่ให้เราทำพิธีอะไรเลย พวกนั้นพวกลูกเสือชาวบ้านไม่รู้เขาทำอะไรกัน ทำกิจกรรมอะไรกันอยู่ในวัด เขาบอกว่า ไปเลย ออกไปเลย ไปเลยอะไรประมาณนี้ ไม่ต้องมาอะไรอย่างนี้ เราก็ยิ่งเสียใจนะ บอกไม่ถูก ยามนั้นบอกไม่ถูก เวลานั้นก็ขอให้เอาศพน้องกลับบ้านได้ก็โอเคแล้ว ไม่ได้ราบรื่นเลยเอาศพกลับไป เราก็กลัวอีก กลัวจะไปเจอตรงไหนอีก ก็ภาวนาไปเรื่อยๆ จนไปถึงบ้านกัน ก็เอาศพกันจนไปถึงบ้าน ไปถึงก็ทำพิธีล้างแผล ป้าก็พอล้างแผลล้างอะไรเป็น ก็แต่งตัวให้เขา

โอ๊ย ปู่ย่าตายายสลบกันไปเลย ปู่นี่น่าสงสารมากเลย ปู่แก่แล้วนะ แต่ปู่ก็นั่งรอ ปู่บอกย่าว่า ไปบอกแม่ ไปบอกเลื่อนนะว่า ให้เอาศพแวะ เพราะต้องผ่านบ้านปู่ที่ท่าศาลา ให้แวะที่วัดที่บ้านปู่นะ ไม่ต้องทำ [งานศพ] ที่บ้านพ่อแม่ ทีนี้แม่ก็ไม่ยอม เขาก็เอามาทำที่บ้าน ย่านี่ก็ไปมาไปมา แต่ไม่ใช่ใกล้นะ แต่ก่อนมันไกลมาก กว่าที่ย่าจะมาถึงบ้านแม่ในตัวเมืองนครนี่ ย่าก็ไปบอกปู่ว่า เลื่อนมันไม่ให้มันหรอกลูกมัน

ตอนเด็กๆ เขาอยู่กับปู่ คือพวกเราก็จะอยู่กับปู่กับย่านะ บ้านปู่หลังใหญ่ มีสวนมะพร้าว สวนยางติดทะเล ลูกโจกลูกจากมีหมด ตัดลูกจาก ตัดมะพร้าวอ่อนกินอะไรกิน มีความสุขมาก เพราะเขาเป็นหลานปู่คนแรกที่เสียชีวิต ก็ไปทำบุญบ้านปู่ ตอนวันเผาศพก็พาไปสวดวัดบ้านย่าบ้านปู่ ปู่ก็ขอว่า ให้ไปเผาวัดที่บ้านปู่ บ้านเรานี่จะติดกับวัดเลย บ้านปู่หลังใหญ่เหมือนศาลาวัด ติดทะเลด้วยนะ แล้วมีฝนตก ฝนตกมากเลย รถที่มาช่วยแห่นี่มาทุกคน รถแท็กซี่มา มากันเต็มบ้านเลย บางคันมีคนเดียวเขาก็ไป เขาก็ไปให้ แห่ศพกันไป เพื่อนจากราม เพื่อนเขาทั้งหมดก็มากัน พ่อก็เช่ารถเหมือนรถเมล์ เช่าให้เพื่อนเขามากัน แล้วฝนตกมากเลย ปู่ก็ว่า  อ้อย ไปบ้านปู่เถอะ ไปนะลูกไป ปู่เขาพูดว่า ฝนแล้งเถอะ ให้ฝนหยุดเถอะนะ ไปอยู่กับปู่เถอะ ฝนก็หยุด เขาก็ไปเผาที่วัดบ้านปู่ อีกนานกว่าปู่จะเสีย ก็เสียเดือนตุลาเหมือนกัน เราก็ทำบุญใหญ่เดือนตุลา

ส่วนแม่กับพ่อจะหนักหนาช่วงแกเข้ามากรุงเทพฯ ทุกครั้ง ทุกครั้งที่เข้ากรุงเทพฯ  ยังไม่ทันถึงบ้านป้าหรอก แค่พอรถไฟเข้ามาถึงนครปฐม เข้ามา พระราม 6 พ่อแม่ก็ร้องไห้ตาบวมมาละ ก็อาจจะหลายๆ ปีผ่านไป ก็เลยค่อยๆ จางหายไปอะไรอย่างนี้

ใครบางคนพูดกับแม่ว่า  โอ๊ย ทำใจเถอะ ไม่เป็นไรหรอกนะมีลูกหลายคน ลูกสิบสองคน แม่เขาก็โกรธมาก เขาบอกกี่คนกี่คนก็ไม่ได้ ลูกเขาตายไม่ได้ ทำไมลูกเขาต้องตาย ถึงลูกเขาเยอะสิบสองคนก็ต้องไม่ตาย ตอนนี้แม่ยังอยู่นะคะ  90 กว่าแล้ว ป้าก็เจอบางคนที่พูดไม่ดีกับเรานะ พูดว่า ตายไปก็ดีคนอย่างนี้ อะไรประมาณนี้ หมายถึงว่า น้องเราฝักใฝ่เรื่องไม่ดีหรือทำไม่ดี เขาพูดประมาณว่า เป็นคนไม่ดี บางทีพูดแบบไม่เกรงใจเราเลย น้องลัดดามัน น้องลัดดามันเสีย น้องมันตายก็ดีแล้ว อย่าไปยุ่งกับเขาอะไรแบบนี้ อย่าไปอยู่ในกลุ่ม อย่าไปยุ่งกับนักศึกษาอะไรประมาณนี้

พอถึงเดือนตุลานี่ก็ต้องทำบุญ ป้าอยู่เมืองนอกป้าก็ทำ เราไปวัดไทย จำได้หมดทุกอย่าง จำได้ว่าได้อะไรเป็นอะไร ก็ทำบุญ เอ่ยชื่อเขียนชื่อกันไป เอากระดูกเอาโกฐิมาแล้วก็นิมนต์พระมา

เราไปทำบุญที่ธรรมศาสตร์กันทุกปีช่วงนั้น ก็พากันไป ไปกันตลอด ช่วงหลังป้าไปอยู่เมืองนอกบ้างอะไรบ้าง ไปอยู่กับลูกคนเล็ก ป้าก็อายุเยอะแล้ว ก็ไม่ค่อยได้ไป  ปีที่แล้วก็ไม่ได้ไป ตอนครบรอบ 20 ปีก็ไป ทุกครั้งที่เราไปทำอะไรแถวนั้น ก็จะไปในธรรมศาสตร์จะไปดูตรงหินที่มีชื่อเขาอยู่ หลานก็จะรู้ว่า เวลาเราไปวัดพระแก้วหรือไปทำบุญ เขาจะรู้ว่า น้าอยู่ตรงนี้ น้องก็เหมือนกัน น้องเขาไปไหว้ในหลวง แล้วเขาจะเลยไปดู ว่าพี่ชายอยู่ตรงนี้ น้องชายอยู่ตรงนี้กัน ก็ภูมิใจในตัวเขานะ ถ้าเขาอยู่ เขาก็จะเป็นคนดีคนหนึ่งของประเทศที่ช่วยอะไรได้เยอะ เพราะเขาเป็นคนจริงจังคนหนึ่ง เราก็ทำบุญอะไรกันไปให้เรื่อยๆ ตลอด จนถึงวันนี้ เขาเป็นคนดีมากเลย เป็นคนดีทีเดียว

เขาน่ารักตรงที่ กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันตลอดไง ยิ่งถ้าจะมาเอาสตางค์ด้วยแล้วละก็ ก็กอดแล้วก็ล้วงกระเป๋ากันมั่ง อะไรมั่งกับป้า คือความรักนี่นะ รักพี่รักน้อง รักกัน เป็นคนน่ารัก อ่อนโยน แต่เป็นคนสู้ เป็นคนจริงใจ สู้คน บ้านเราจะเป็นคนสู้คนอยู่แล้ว จะไม่ยอม กับเพื่อนฝูงก็เหมือนกัน ไปก็ออกหน้าเลย ใครไม่สู้ ฉันก็อยู่สู้ของฉันอะไรอย่างนี้ ตีกันอะไรกันฉันก็รับแทนกันไป

วันสุดท้ายยังจำได้อยู่เลย พ่อเขาฝากสตางค์มา500 บาท ฝากมากับป้า ก็บอกเขาว่าให้มาเอาสตางค์ 500 บาท พ่อฝากมาให้ แล้วตอนนั้นเพื่อนของเขาถูกยิงที่ขา เขาก็เอามารักษาที่โรงพยาบาลมิชชั่น แต่ที่นี่แพง เราก็หาทางส่งไปที่โรงพยาบาลตำรวจ ป้ากับเขาก็ไปส่งเพื่อนคนนี้กันที่โรงพยาบาลตำรวจ เขาบอกว่า เขาจะได้กลับบ้าน เขาจะสอบแล้วนะ วันที่ 6 ตุลาช่วงนั้น วันที่ 4-5 ก็สอบ เดี๋ยว [มหาวิทยาลัย] ปิดจะได้กลับบ้านแล้ว วันสุดท้ายที่จากกันคือที่ป้ายรถเมล์ เขาใส่เสื้อยีนส์ กางเกงยีนส์เสื้อยีนส์ ใส่เสื้อยีนส์คลุม เราอยู่หน้าโรงพยาบาลตำรวจที่ตรงกันข้ามกับเอราวัณ ป้าจะขึ้นรถเมลล์กลับบ้าน เขาก็มาส่ง มาส่งป้า วันนั้นวันสุดท้ายที่เจอเขา ที่เห็นเขาเป็นวันสุดท้ายจริงๆ ที่เห็นกัน ที่จากกัน แต่ก็ยังจำได้ อา

ส่วนใหญ่ เพื่อนๆ เขาก็เป็น สส.กันทั้งนั้น แล้วเขาจะเป็นอะไรล่ะ พ่อเราก็เป็น สจ.อยู่ใช่ไหม พี่ชายก็เป็น สจ.อย่างนี้ แล้วเราก็ญาติเยอะ พี่น้องเยอะ ก็ไม่คงไปพ้นจากพวกนี้หรอก ถ้ายังอยู่เรียนจบออกมาแล้วก็คงไม่พ้นหรอก เชื่อป้าเถอะ คงไม่ใช่ขี้ไก่หรอก ไม่ใช่หมูๆ หรอกว่างั้นเถอะ บ้านเราน่ะ

อยากบอกว่า พี่รักน้อง พี่ไม่เคยลืมเลย แล้วก็เรามาเป็นพี่น้องกันอีกนะ เราต้องมาเป็นครอบครัวเดียวกันนะ เราต้องมาเป็นครอบครัวอีกนะ มารักกันนะ ต้องรักกัน เขาจะไม่ทิ้งพี่ทิ้งน้องเลย เขาจะไม่ทิ้งเลย วันไหน ยังไง มีอะไรก็ยังคิดถึงเขาอยู่  ไม่ได้ไปจากหัวใจเราเลย เหตุการณ์นั้น