Documentation of Oct 6

สุพล พาน

สุพล พาน (บุญทะพาน) … ถูกยิงขณะพยายามขับรถพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล

Updated 3 ธันวาคม 2661

สุพลหรือพล เป็นลูกชายคนที่สองของครอบครัวที่มีลูกห้าคน พื้นเพเป็นคนจังหวัดอุดรธานี  ลูกทั้งหมดอยู่กับแม่ที่หย่าร้างกับพ่อ ครอบครัวมีรายได้จากการต้มถั่วและมันขาย เขาต้องออกจากโรงเรียนหลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ เพื่อช่วยเหลือทางบ้าน และเพื่อให้พี่น้องอีกสี่คนได้เรียนหนังสือ เมื่อย้ายเข้ากรุงเทพฯ ครอบครัวเปลี่ยนมาถักเสื้อไหมพรมขาย โดยสุพลทำหน้าที่ขับรถตู้ส่งของให้กับร้านค้าต่าง ๆ  และบางครั้งเขาก็เปิดแผงขายเองตามตลาด

สุพลเคยเกลียดชังและต่อต้านขบวนการนักศึกษา เพราะในช่วงที่เขาเป็นทหารเกณฑ์ เขาได้รับฟังแต่เรื่องเลวร้ายของนักศึกษาจากค่ายทหาร ขณะที่พี่ชายของสุพล คุณสมทัด บุญทะพาน มีจิตใจและความคิดที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษา  จึงแนะนำให้สุพลลองไปร่วมชุมนุมเพื่อทำความเข้าใจนักศึกษาให้มากขึ้น ราว ๖ เดือนก่อนเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ สุพลได้ตามพี่ชายไปฟังการอภิปรายของนักศึกษา และนี่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สุพลไม่เพียงหันมาเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษา แต่เขายังบอกกับพี่ชายว่าเขาปรารถนาจะทำงานต่อสู้และเสียสละเพื่อสังคมอีกด้วย

สุพลเข้าร่วมการชุมนุมขับไล่ถนอมที่ธรรมศาสตร์ในเย็นวันที่ ๕ ตุลาคม และอยู่ในธรรมศาสตร์จนถึงเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม เขาขับรถตู้ของที่บ้านช่วยพาคนบาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาล แต่เมื่อเขาพยายามกลับเข้ามาในธรรมศาสตร์อีกครั้ง เขาก็ถูกยิงสามนัด  จากเอกสารชันสูตรพลิกศพ สุพลเสียชีวิตด้วยบาดแผลถูกกระสุนปืนที่ศีรษะและหน้าอก ขณะนั้นเขาอายุ 24 ปี

จากคำบอกเล่าของคุณสมทัด ช่วงเวลาที่สุพลพยายามขับรถเข้าไปรับผู้บาดเจ็บในธรรมศาสตร์นั้น  ได้ปรากฏในภาพข่าวโทรทัศน์ในวันที่ ๗ ตุลาคมด้วย โดยเป็นภาพในขณะที่คุณสุพลกำลังขับรถเลี้ยวลดไปมาเพื่อหลบกระสุนปืน แต่ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ผู้บรรยายข่าว กลับกล่าวโจมตีว่าการขับรถซิกแซกเช่นนี้ได้ แสดงว่าคนขับได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี …  แต่คุณสมทัดกลับเห็นว่า ถ้าจะมีการฝึกให้คุณสุพลขับรถเช่นนี้ คุณสุพลก็คงฝึกจากค่ายทหารในช่วงที่เป็นทหารเกณฑ์นั่นเอง

 

ผลกระทบต่อครอบครัว 

ผู้เล่า สัมทัด บุญทะพาน พี่ชาย

สัมทัด บุญทะพาน เป็นพี่ชายคนโตของครอบครัว ปัจจุบันอายุ  66 ปี ประกอบธุรกิจส่วนตัว

เขาชื่อสุพล พ่อผมเล่าให้ฟัง แม่เล่าให้ฟังว่า ตอนอุ้มท้องเขานี่อยู่ที่สุรินทร์ แล้วมาคลอดเขาที่เมืองพล ก็เลยใช้คำว่าสุพลมาเป็นชื่อของเขา สุพลเกิดปี 2495 นะครับ แล้วก็เว้นไปอีกสี่ปี น้องชายอีกคนหนึ่งเกิด 2499 แล้วก็น้องสาวนี่ เขาเกิดปี 2503 หรือ 2505 นี่แหละครับ โดยมากเราจะเรียกชื่อเขาว่า “พล” พอนานๆ เข้าก็เปลี่ยนเป็นชื่อ “คน” เพื่อนๆ ก็เลยเรียกเขาว่า “คน” แต่ความจริงชื่อเล่นเขา เราเรียก “พล” เรียกสั้นๆ นะครับ มาจากชื่อสุพล

ด้วยฐานะทางบ้านค่อนข้างลำบาก ทำให้เขาต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยครอบครัว ซึ่งน้องชายผมจะขึ้น มศ. 2 ก็ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยครอบครัว สองพี่น้องโตขึ้นมาก็ช่วยแม่  ในครอบครัวซึ่งพ่อแม่หย่าร้างกันนะครับ แล้วสองพี่น้องก็ช่วยแม่ค้าขาย เขากับผมนั่งขายของที่ตลาดในขอนแก่น นั่งขายถั่วต้มแล้วก็มันต้ม พี่อยู่แผงหนึ่ง น้องก็อยู่อีกที่นึงนะครับ ตอนนั้นเราส่งเสียน้องสาวอีกสองคนเรียนหนังสือ คือพี่คนโตทั้งสองคนเป็นผู้ชายก็ต้องช่วยครอบครัวทำมาหากิน ผมต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่เรียนแค่ระดับ มศ. 1 ครอบครัวอยู่ที่ขอนแก่นได้สักสองปี ชีวิตตรงที่ลำบากที่สุดน่าจะเป็นตอนอยู่ขอนแก่นกับน้องชาย

เขาเรียนอยู่ที่อุดร ถ้าผมจำไม่ผิดเขาเรียนที่โรงเรียนหมากแข้ง  เรียนได้ ป.4 หรือ ป.5 แล้วพอเราย้ายมาขอนแก่น เขาต้องออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยแม่ค้าขาย ช่วงนั้นแม่ผมป่วย แม่จะต้มถั่ว ต้มมันนะครับ แล้วเขาต้องเป็นคนไปขาย แม่ผมพอเช้ามืดขึ้นมาต้มเสร็จ สุพลเขาเป็นคนไปขาย แล้วแม่ผมก็นอนพักอยู่ที่บ้าน เพราะแม่ผมไม่สามารถออกไปนั่งขายที่ตลาดได้ เขาเป็นคนขาย แล้วผมก็ไปช่วยเขาขายในช่วงวันหยุดนะครับ ไปช่วยเขาขาย และช่วงปิดเทอมนี่ผมกับเขาจะนั่งคนละที่ แต่ตอนนั้นผมก็ยังเรียนหนังสืออยู่ ผมคิดว่าเขาอยากเรียนนะครับ แต่ครอบครัวบอกเขาว่า เขาไม่สามารถไปเรียนได้เพราะไม่มีใครช่วยเหลือแม่ที่บ้าน เขาก็อยากออกมาฝึกงาน อยากจะเป็นช่าง เขาก็คงอยากมีรายได้ช่วยครอบครัวครับ เขาต้องเสียสละในการที่ต้องหยุดเรียน เดือนหนึ่งพ่อผมเขาช่วยทางบ้านประมาณสี่ร้อยบาท เพื่อเป็นค่าเรียนของลูก คือเขาหย่ากันแล้ว แต่พ่อยังช่วยครอบครัวอยู่

เขาค่อนข้างเป็นคนที่ นิสัยเขานี่โดยส่วนตัวเป็นคนโผงผาง ตรงไปตรงมา คือเขาจะไม่พูดอะไรอ้อมค้อม แล้วจะไม่มีศิลปะในการพูดอะไรให้เข้าหูคน หรือประนีประนอมอะไร เขาชัดเจนทั้งในครอบครัวและข้างนอก กับเพื่อนฝูงนี่ คือถ้าไม่ก็คือไม่ น้องชายผมคนนี้เขาตรงๆ ทุกคนที่ใกล้ชิดเขาจะรักตรงที่เขาตรงไปตรงมา เพื่อนที่สนิทกับเขามีความรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน

ตอนนั้นเขาก็มีชอบผู้หญิงอยู่นะครับ บางทีในการเขียนจดหมาย เขาก็วานผมช่วยเขียนให้ มีความเห็นให้อะไรอย่างนี้ เขาชอบผู้หญิงคนไหนนี่เราจะรู้ เราจะรู้เพราะเขาชอบมาปรึกษากับผม มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาชอบมาก เท่าที่ผมทราบคือเขาชอบอยู่สองสามคน ที่รู้นะครับ แต่ไม่ใช่ครั้งเดียวกัน แต่คนละครั้ง และมีคนหนึ่งที่เขามาบอกกับแม่เลยว่า ไปติดต่อให้หน่อย สู่ขอให้หน่อยอะไรทำนองนี้ เป็นคนซึ่งอยู่บ้านติดกันสมัยอยู่ขอนแก่น เหมือนกับเพื่อนโตขึ้นมาด้วยกัน แล้วเขาพอกลับไปเจอกันอีกทีหนึ่งเขาชอบคนนี้ ตอนที่เขาออกจากขอนแก่นเขายังเล็ก แต่พอกลับไปขอนแก่นใหม่อีกทีหนึ่ง เจอตอนโตก็เลยชอบ ไปบอกแม่ ให้แม่ไปสู่ขอให้อะไรอย่างนี้ อย่างที่ผมบอก น้องชายผมคนตรงๆ อย่างนั้นนะครับ คือชอบแล้วก็โอเค แต่ไม่กล้าจีบสาว เป็นคนตรงก็จริงแต่ก็ไม่กล้าจีบ ไม่กล้าที่จะไปพูดกับผู้หญิง โดยมากก็แอบชอบแล้วก็มาบอกชาวบ้านอย่างนี้ บอกทางบ้านให้มาช่วย แล้วก็ชอบเอาเรื่องแบบนี้มาปรึกษาผม ว่าผมมีวิธีช่วยเขายังไง แนะนำเขาอะไรอย่างนี้ ก็เลยพอรู้ว่าเขาชอบใครมั่งอะไรอย่างนี้นะครับ

พอเข้ามากรุงเทพ เขาก็ทำงาน เขาช่วยครอบครัวค้าขาย โดยการขับรถตู้ช่วยครอบครัวส่งของ ของในบ้านนะครับ ตอนนั้นเราถักไหมพรม น้องสาวสองคนไปเรียนหนังสือกลับมาก็ช่วยถักไหมพรม เรามีเครื่องจักรที่ถักดึงไปดึงมา ซื้อไหมพรมมาแล้วถักเป็นตัวเสื้อแล้วเอาไปส่ง ไปขายตามตลาดต่างๆ เขาขับรถไปส่งตามร้านค้าในตลาดนัด ตลาดเล็กๆ ทั่วไป ไปต่างจังหวัดไปอะไรนี่เขาก็ใช้รถคันนี้ขับไปส่งของ อย่างไปตลาดนัด บางทีไปถึงก็วางกองไว้กับพื้นเลยแล้วก็ขาย โดยเฉพาะหน้าหนาวอย่างนี้ เขาจะไปตอนหน้าหนาว ไปวางขายตามตลาดต่างๆ ก็เป็นกำไรหลักของครอบครัว ถ้าผมจำไม่ผิดนี่ เสื้อตัวหนึ่งตอนนั้นถ้าไปขายปลีกนี่ได้กำไรประมาณสี่ห้าสิบบาท น้องสาวเขาทำวันหนึ่งประมาณสักคนละสองตัว แล้วแม่อีกตัวหนึ่งอะไรอย่างนี้ เป็นห้าตัว ถ้ากำไรสี่ห้าสิบบาท วันหนึ่งก็ได้ประมาณสองร้อยกว่า แต่ว่ามันต้องตุนเอาไว้นะ ถึงหน้าหนาวไปขายถึงจะได้ราคาอย่างนั้น ถ้าส่งตามปกติหน้าร้อนก็น่าจะตัวละสิบบาท ถ้าถามว่าลำบากมากขึ้นไหม ก็แน่นอนครับ ก็ลำบากมากขึ้น แต่ว่าเราก็ปรับตัว ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างปรับตัวได้เร็ว

แล้วเขาก็เกณฑ์ทหาร ตอนเขาอายุในช่วงเกณฑ์ทหาร เขาก็ไปเกณฑ์ ก่อนจะเสียชีวิตในช่วงตอนหนุ่มของเขานะครับ เขาก็ติดที่ชลบุรี ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นราบ 21 หรือปืนใหญ่ 21 เขาติดทหารเกณฑ์อยู่สองปี ตอนอายุ 21 จนถึง 23 เขามาเสียชีวิตตอนอายุ 24 ปี

เขาออกจากทหารเกณฑ์ตอน 23 ปี ในช่วงนั้นบ้านเมืองเราก็มีการเดินขบวนประท้วงตลอดเวลา เขามีความรู้สึกว่า เขาเกลียดนักศึกษามากนะครับ เพราะเขาอยู่ในค่ายทหารและถูกบ่มเพาะมาในลักษณะแบบนั้น ในขณะที่ในครอบครัวจะเป็นไปอีกแนวนึง ทางคุณแม่ผมถึงยังไงท่านก็สนใจการเมือง ท่านสนใจผ่านทางผม ผมไปร่วมประท้วงกับเขาทั้งหมด นับตั้งแต่ตอน 14 ตุลา ผมเริ่มลางาน หนีงานไปร่วมกับนักศึกษาตั้งแต่ก่อนเดินขบวน แต่ผมโชคดีอย่างหนึ่งคือเวลาเกิดวิกฤตแล้วจริงๆ โดยมากผมไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่เวลาเริ่มต้นขบวนเดินอะไรแบบนี้ผมก็ไปร่วมกับเขา แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นมาโดยที่เราไม่รู้ตัวว่ามันจะเกิดขึ้น แต่จังหวะของผมจะไม่ค่อยเข้าใกล้สิ่งเหล่านั้น

คืนวันที่ 5 ตุลา น้องชายผมเข้าไป ต้องลำดับเหตุการณ์ก่อนว่า เขานี่ต่อต้านนักศึกษานะ เวลานั่งคุยกันในบ้าน ผมกับเขานี่ขัดแย้งกันรุนแรงมากในเรื่องเหล่านี้ ในขณะที่ผมพยายามอธิบายให้เขาฟังว่า มันไม่ใช่แบบที่เขารับรู้มาจากค่ายทหารกับผู้บังคับบัญชาของเขาที่พูดออกมา เราควรมีมุมมองอย่างอื่นบ้าง สมมุติถ้าเราจะเกลียดใครสักคนนึง เราคิดว่ามันไม่ใช่ คือคนเรามันไม่ได้โง่ถึงขนาดที่ว่า มันฝืนกับสิ่งที่สังคมรอบข้าง มันจะเป็นในอีกทิศทางตรงกันข้าม เพราะเราต้องเข้าใจว่า ในบ้านเมืองเรานี่ คือบ้านเมืองเรานี่มันจะมีสิ่งที่ดีที่สุด มันขาวสะอาดที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด กับสิ่งที่มันเลวร้ายที่สุด มันดำทะมึนไปหมด แล้วมันสกปรกที่สุด คือมันชั่วช้าที่สุด บ้านเรานี่เหมือนกับนิยายละครน้ำเน่าของไทยเราที่ประเภทตัวอิจฉาต้องเลวร้ายตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ผมก็เลยบอกน้องของผมว่า เราควรหัดมองอีกมุมมองหนึ่ง ของอีกฝั่งหนึ่งว่า เขามีความรู้สึกยังไง เราลองไปเรียนรู้ซิว่าทำไมเขาถึงเลวได้อย่างนี้ ทำไมเขาถึงชั่วได้ขนาดนี้ ผมอธิบายให้เขาฟังอย่างนี้ ด้วยความที่เป็นพี่เป็นน้องกัน แล้วโดยที่มีมุมมอง แล้วเขาก็ยอมรับว่าผมเก่งกว่าเขา ฉลาดกว่าเขา ทำไมผมมีมุมมองต่างจากเขาในตรงจุดนั้น เขาก็เลยโอเค ตกลงไปฟังดู

ผมพาเขาไปฟังกลุ่มนักศึกษาที่กำลังประท้วงอยู่ ตอนนั้นมีหลายเหตุการณ์ที่เราประท้วงนะครับ ซึ่งก่อนหน้าเหตุการณ์หกตุลานี่สักสี่ห้าเดือน ห้าหกเดือนนี่ เขาเริ่มไปฟัง แล้วเวลาเขานั่งฟังนะครับ เขาจะมีความรู้สึกว่าเขาตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาได้ยินมา กับที่เขาได้รับฟังมา กับสิ่งที่เขาได้เห็นอยู่ตรงหน้า มันคนละอย่างกับสิ่งที่เขาได้รับรู้มา

โดยมากผมไปตอนดึกผมก็จะกลับมานอนบ้านเพราะเรามีงานทำอยู่นะครับ แต่ตัวเขาเอง เขาบอกโอเคเขาขออยู่ต่อ เขาอยากฟังแล้วเดี๋ยวเขากลับเอง หลังจากที่เขาไปฟังแล้ว ตั้งแต่นั้นมานะครับ เขาก็ไปฟังตลอด เขาติดตามเรื่องขบวนนักศึกษาตลอด มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขากลับมานั่งคุยกับผม เขาเริ่มอ่านหนังสือในช่วงก่อนหกตุลา เขาเริ่มอ่านหนังสือที่เราเรียกว่าฝ่ายก้าวหน้า ของฝ่ายซ้ายอะไรอย่างนี้ เขาเริ่มซื้อมาอ่านที่บ้าน มีคำพูดแปลกๆ ของเขาหลายครั้ง ยิ่งตอนใกล้กับ 6 ตุลามากเท่าไหร่ เขามีคำพูดแปลกๆ หลายครั้งหลายอย่าง เขาบอกผมว่า บางทีเขาอาจจะต้องหยุดช่วยครอบครัว เขาบอกกับผมไว้อย่างนี้ เขาอาจต้องไปทำภารกิจอะไรสักอย่างหนึ่ง เขาบอกลักษณะอย่างนี้

ด้วยพี่น้อง ผมฟังดูผมก็แปลก ผมก็เลยบอกว่า มันด้วยเหตุผลอะไร ฟังดูเหมือนกับว่า ในความรู้สึกของผมนะครับ เหมือนกับเขาจะเข้าป่า เขาบอกเขาต่อสู้ในเมืองอย่างนี้ไม่ได้แล้ว ผมมีความรู้สึกตกใจมาก ผมตกใจว่าน้องผมไปไกลกว่าที่ผมคิด ด้วยรู้สึกว่า มันเป็นการต่อสู้ธรรมดาที่เราเรียกร้อง เราอยากอยู่ภายใต้กรอบของกฏหมาย ต่อสู้เพื่อให้มันเปลี่ยนแปลง แค่นั้นเอง แต่ทำไมเขาถึงมีความรู้สึกว่าเขาอยากไปไกลมากกว่านั้น ในตอนนั้นผมพยายามทัดทานเขา ผมบอกว่า เราลองมานั่งพิจารณาดูกันใหม่นะ ผมพยายามดึงเขากลับมา ทั้งๆ ที่ตอนแรกผมพยายามดึงเขาไปในตรงจุดนั้น แต่ตอนนี้ผมพยายามดึงเขากลับมา พยายามบอกเขาบอกว่า เฮ้ย มันไม่ต้องถึงขนาดว่าเราต้องเสียสละถึงขนาดนั้นหรอก เราเพียงว่า เราต่อสู้แบบนี้ เราก็เรียกร้อง ไปร่วมให้มีพลังขึ้นมา ให้ทางฝ่ายที่เขามีอำนาจได้มองเห็นว่า มันมีบางสิ่งบางอย่างที่ประชาชนอย่างเราไม่เห็นด้วย เผื่อเขาจะได้รับฟังความคิดเห็นของเรา แล้วอะไรมันจะค่อยๆ ดีขึ้นมาเอง แล้วเขาก็เงียบ เขาไม่บอกอะไร แต่ผมมีความรู้สึกว่า เขาเปลี่ยนแปลงไปเยอะ

ตอนนั้นเขาใช้คำพูดว่าเขาจะเสียสละ เพื่อชนชั้นด้วยซ้ำนะครับ เขาใช้คำพูดที่ผมฟังดูแปลกมาก เขาไปสัมผัสกับใครอยู่นานๆ เป็นลักษณะแบบไหนไม่ทราบ แต่มันออกมาตรงที่ผมว่า อิทธิพลอันหนึ่งคือ ผมคิดว่า สิ่งที่ทางภาครัฐได้กล่าวไว้กับสิ่งที่เขาเห็นนี่ มันผิดไปเหมือนกับภาพขาวกับดำ

ผมคิดว่า น้องชายผมตอนนั้นคือ สิ่งที่เขาได้ยินมา จากเจ้านายเขาพูด จากวิทยุยานเกราะนะครับ กับสิ่งที่เขาไปเห็นนี่คนละเรื่องเลย คนละอย่างเลย ทำให้เขาติดตาม ติดตามแล้วเริ่มอ่านหนังสือ เขาเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือนะครับ แต่เขาเริ่มอ่านหนังสือ เขาเริ่มอ่านหนังสือของฝ่ายซ้ายตอนนั้น แล้วก็ไปติดตาม เข้าใกล้ชิดยังไงผมไม่ทราบ เขาบอกว่ามันเหมือนกับเขากำลังเสียสละเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา เขาบอกว่าผมนี่จะต้องมารับผิดชอบแทนเขาละ ในเรื่องค้าขายตรงจุดนี้ เขาบอกอย่างนั้น ผมเลยจับประเด็นได้ว่า เขาไปไกลเกินกว่าสิ่งที่ผมกำลังต้องการเปลี่ยนทัศนะคติเขาแค่นั้นเอง ให้มีมุมมองที่ต่างกัน

ผมคิดว่าโดยหลักๆ ของมันคือตรงนี้ ตรงที่เขาไปเห็นในม็อบของนักศึกษาตอนนั้น ที่นักศึกษาชุมนุม กับสิ่งที่เขากล่าวร้ายนักศึกษานี่มันคนละภาพกันไปเลย มันสั้นๆ แค่นั้นเองนะครับ ผมรู้ว่า เขาไปสองสามครั้งนี่ความคิดเขาเริ่มเขาเปลี่ยนทันที เขาเริ่มมาปรึกษาผม เขาเริ่มมาถามว่า เฮ้ย มันใช่มั้ยแบบนี้อะไรอย่างนี้ ซึ่งสิ่งที่เขาพูดนะครับ มันเป็นคนละทิศทางกับก่อนหน้านี้ซึ่งเขากับผมเถียงกันตลอด เขาเริ่มมีความรู้สึกว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ มันใช่มั้ย เรื่องอันนี้ เรื่องอันโน้น แล้วเริ่มสนใจเกี่ยวกับนักต่อสู้ ที่อยู่ต่างประเทศ อย่าง เช กูวาร่าอะไรอย่างนี้ เหมือนกับเป็นวีรบุรุษของเขาอะไรอย่างนี้ เพลงที่เขาชอบจะเริ่มเป็นเพลงเพื่อมวลชน มาตุภูมิใช่มั้ย อะไรทำนองนี้ครับ เขาเริ่มจะชอบเพลงเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลก ซึ่งมันเปลี่ยนแปลง คือผมว่าจากขั้วหนึ่งไปอีกขั้วหนึ่ง มันต้องใช้เวลา

มาถึงเหตุการณ์วันที่ 5 ตุลา ตอนหัวค่ำผมก็ไป ตอนเย็นเลิกงาน โดยมากเย็นเลิกงานผมก็ไป ก็เห็นรถตู้ของน้องนะครับ เขาไปจอดไว้ในนั้น คือตามปกติตอนกลางวันจะมีการส่งของไปค้าขาย เขาก็ขับรถมา กลางคืนเขาจะไปจอดที่ในชุมนุมประท้วง หามุมจอด แล้วอยู่ข้างหลังรถตู้ เขาจะถอดเบาะออกมา เพราะรถตู้ของเรานี่จะถอดเบาะออกมาหมดเพื่อจะใส่ของ บรรทุกของไป เขาจะมีฟูกอันหนึ่ง ผ้าห่มอันหนึ่ง หมอนอันหนึ่งที่เขาเตรียมไว้ เขานอนอยู่ในม็อบตลอดนะครับ

ผมเห็นรถตู้อยู่ ผมก็พยายามหาเขา เดินหาเขาแต่ก็ไม่เจอ แล้วดึกๆ ผมก็กลับอย่างที่เคยชิน พอผมออกจากธรรมศาสตร์ตอนนั้นก็กลับบ้าน ก็ได้ยินข่าวว่ามีการปิดล้อม กลุ่มของอีกฝั่งหนึ่งนะครับ ตอนนั้นผมฟังข่าวสองข้าง ผมเป็นคนที่ประเภทที่ว่าจะไม่ฟังความข้างเดียว ฟังสองข้างว่ามันเป็นยังไง มุมมองของอีกฝั่งหนึ่งว่าเป็นยังไง ผมก็กลับมานอน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ 6 ตุลาเริ่มเกิดเรื่อง ทางเราก็ไม่ออกมาเพราะว่า มีคำสั่งของทางการอะไรอย่างนี้ว่าเกิดเหตุการณ์ เราก็อยู่ในบ้าน ผมอยู่แต่ในบ้าน คอยเปิดทีวี คอยฟังข่าว ซึ่งข่าวทุกข่าวก็คงเป็นเหมือนกับรวมการเฉพาะกิจตอนนี้ ทีวีทุกช่องออกมาในลักษณะแบบเดียวกัน

เสร็จแล้วเหตุการณ์ก็เงียบไป ทุกอย่างเคลียร์หมดแล้วที่ธรรมศาสตร์ มีเหตุการณ์ที่คนถูกฆ่า คนถูกแขวนคอ ข่าวตอนนั้นสะพัดไปหมด มีคนถูกไม้เป็นลิ่มตอกตรงหัวใจของคน ตอกตรงอวัยวะเพศของผู้หญิง แล้วก็มีการแขวนคอ มีการลากศพอะไรอย่างนี้ มีคนตาย มีอะไรอย่างนี้นะครับ เราก็นั่ง คือในบ้านเรายังขาดอยู่คนหนึ่งที่ยังไม่เห็น ยังไม่เจอนี่เราก็ร้อนรนอยู่  ผมคิดว่าน่าจะเป็นคืนวันที่ 7 นะ คืนวันที่ 6 หลังเกิดเหตุการณ์ เขาจัดการเรียบร้อยในตรงนั้น ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ผมเล่าจากความทรงจำอย่างเดียว เรื่องเหล่านี้บางทีผมเล่าอาจจะผิดเพี้ยนเรื่องวันที่ไปบ้าง เพราะว่ามันเหมือนกับเหตุการณ์ที่เราไม่อยากจำอีกเลย คือผมเห็นหนังสือ 6 ตุลาอะไรออกมา ผมจะไม่ไปอ่านเลย

น่าจะเป็นวันที่ 7 ตอนเย็นนะครับ วันที่ 7 ตอนเย็นนี่เราไปตามหาน้องเรา คือน้องไม่ติดต่อมาเลย เพราะเราตามหาชื่อคนนี้ไม่เจอ แล้วมีคนเสียชีวิตอยู่ศิริราช เราไปโรงพยาบาลศิริราชแห่งแรก เขามีหลายโรงพยาบาลในการที่ว่ามีศพนะครับ แต่ตอนนั้นเราอยู่ที่ซอยภคินีนาช ฝั่งกรุงเทพฯ โรงพยาบาลวชิระใกล้กว่า แต่เราไม่ได้ไป เราคิดว่ามันใกล้กับเหตุการณ์ ตรงจุดนี้เราไปที่ศิริราชก่อน

ตอนเหตุการณ์ที่ผมเข้าไปดูศพที่ศิริราช ผมไม่กล้าเข้าไป ผมยืนอยู่ข้างนอก ผมเป็นผู้ชายแต่ผมไม่กล้าไป แม่ผมกับพี่สาวคนหนึ่งเขาเข้าไปดูด้วยกัน ด้วยความที่แม่เป็นห่วงลูก เขาต้องเข้าไปดู แต่ตัวผมเองเป็นพี่ชายเขานี่ ผมกลับขี้ขลาดกว่า คือผมไม่อยากเจอว่ามันจะใช่ไงครับ เพราะว่าเป็นเปอร์เซ็นต์สูงมาก เพราะถ้าน้องเรายังมีชีวิตอยู่เขาต้องติดต่อเรามา

แม่ผมเข้าไปนี่แม่ผมเป็นลมเลย เห็นศพแล้วแม่ผมเป็นลมอยู่ตรงนั้น พี่สาวผมออกมาร้องห่มร้องไห้ วิ่งออกมาบอกผมบอกว่า ใช่แล้ว ผมก็ตามเข้าไป ผมมองเห็นแม่เป็นลมซึ่งพยาบาลกำลังให้ยาดมอยู่นะครับ ผมเข้าไปกอดแม่ผม ผมเข้าไปอุ้มแม่ผม ประคองแม่ผมเอาไว้ พอสักพักแม่ผมฟื้นขึ้นมา แม่ผมกรีดร้อง เสียงกรีดร้องยังดังก้องในหัวผมอยู่ตลอดเวลา ตอนที่ท่านฟื้นขึ้นมา ทันทีที่รู้สึกตัว ท่านกรีดร้องเสียงดัง คือผมมองเห็นว่าท่านลืมตาขึ้นมานิดหนึ่งแล้วท่านก็เหมือนกับว่า อาจจะไม่เชื่อ หรือว่าตั้งสตินิดหนึ่ง พอรู้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นความจริง ท่านก็กรีดร้องออกมาอีกทีหนึ่ง แล้วก็ร้องตีโพยตีพาย ท่านร้อง ท่านเรียกถึงแต่ลูกอย่างเดียวเลยครับ ตอนนั้นผมก็ประคองแม่ผมออกมา ซึ่งท่านก็ไม่ได้สติอะไรอีกแล้ว ท่านก็เหมือนกับคนที่ไม่รู้สึกตัว แต่ก็ยังร้องไห้อยู่อย่างนั้น แต่ไม่รู้สึกตัวว่าทำอะไรแล้ว ตอนนั้นนะครับ

ผมเข้าไปดูศพน้องชายผม น้องชายผมถูกยิงด้วยกระสุนสองนัดนะครับ นัดหนึ่งนี่อยู่ในลักษณะนี้ (ชี้ไปที่กรามล่างขวา) เข้าไปด้านนี้ แล้วทะลุออกมาทางด้านนี้ (ชี้ที่ขมับซ้าย) ผมเข้าใจว่าน้องเขาคงผ่านการฝึกแบบทหารมานะครับ ในแนวหน้านี่ เท่าที่ฟังจากเพื่อนคือเขาอาสาอยู่ในแนวหน้า คือในขณะที่เขาวิ่งหลบ เขาก็วิ่งก้ม แล้วกระสุนยิงจากจุดนี้ ทะลุออกมาตรงนี้ หลังจากเสียชีวิตคงถูกยิงด้วยอีกนัดหนึ่ง ทั้งๆ ที่เสียชีวิตแล้ว อีกนัดหนึ่งกลางหัวใจ คือคงไม่พร้อมกันที่น้องผมจะโดนสองนัดในลักษณะเดียวกันนะครับ ทั้งกลางหัวใจและลักษณะถูกยิงออกมาแบบนี้ ร่องรอยของการถูกยิงลักษณะอย่างนี้ มันสร้างความแค้นมากนะครับ ผมคิดว่าถ้าถูกยิงนัดเดียวเสียชีวิตนี่ ผมจะไม่มีความรู้สึกว่าแค้น มันเป็นเหตุการณ์ฉุกละหุกและชุลมุนในขณะนั้นเท่านั้นเอง แต่ลักษณะการยิงที่มีบาดแผลสองแผลอย่างนี้ มันสร้างความแค้นมากๆ เลยครับ

ความรู้สึกผมตอนนั้นเจ็บแค้นมาก ผมตั้งปณิธานไว้ว่า ในช่วงจังหวะนั้นก็คือ ผมอยากแก้แค้น ผมพยายามเชื่อมต่อกับอดีตนักศึกษานะครับ หลายคนที่เรารู้จัก ผมพยายามติดต่อว่ามีหนทางไหนที่ผมจะสามารถไปทำอะไรเพื่อน้องชายผมมั่ง แต่ในขณะนั้นคนที่ผมรู้จักทั้งหมดไม่มีใครติดต่อได้เลย ทุกคนก็หลบหนีกันไปหมด ทุกคนก็เงียบหมด แม้แต่เพื่อนที่ไปชุมนุมด้วยกัน ที่เราเคยมีติดต่อกัน ทุกคนก็อำพรางกันไปหมด

ตอนนั้นความแค้นมันขึ้นมามาก ผมรู้ดีอยู่ว่า น้องชายผมเขาไม่มีอาวุธอะไรเลย เขาเป็นคนบริสุทธิ์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกอยากเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง เรียกร้องสิ่งซึ่งสังคมขณะนั้นต้องการให้มันดีกว่าเดิม แค่นั้นเอง เขาไม่ได้อยู่ในฝ่ายที่มีอาวุธหรืออะไรที่ไปต่อสู้กับภาครัฐ แล้วทำไมคนที่มือเปล่าอย่างนี้ต้องถูกฆ่าตายอย่างน่าสยดสยองอย่างนี้

พอเหตุการณ์สงบลง ผมมองดูแล้ว ผมก็มีภาระที่ต้องรับผิดชอบ ผมเป็นพี่ชายคนโต น้องชายอีกคนก็ยังเล็ก ยังเรียนหนังสือ แล้วผมเป็นหลักส่วนหนึ่งในครอบครัวที่ต้องทำมาหากินเพื่อที่จะเลี้ยงคุณแม่ด้วย คุณแม่ก็ทำจุกจิกในบ้านนะครับ ผมเจอเพื่อนที่เข้าไปร่วมชุมนุมกับเขาด้วย หลังจากนั้นผ่านมาเป็นปี ทุกคนก็หลบซ่อนหมด ผ่านมาเป็นปี ผมถามว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไร เขาก็เล่าให้ฟังว่า เขาอยู่ด้วยกันตลอด มีคนบาดเจ็บตั้งแต่เหตุการณ์รุนแรงเริ่มเกิดขึ้น พอได้รับบาดเจ็บนี่ เขาก็เอาคนบาดเจ็บขึ้นรถไปส่งที่ศิริราชรอบนึง พอรอบสองนี่เขากลับเข้ามากลางดึก พอกลับเข้ามาเขาออกไปอีกไม่ได้ รับคนแล้วออกไปอีกไม่ได้

น่าจะเป็นคืนวันที่ 7 ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เริ่มเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ต่างๆ มันมีภาพรถตู้ของเรา  น่าจะเป็นคืนวันที่ 7 เริ่มมีทีวีออกมาชี้แจงเหตุการณ์นั้น ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ออกมาพูดถึงภาพในเหตุการณ์นั้น เรารู้เลยว่าเป็นน้องชายเรา คือเหตุการณ์ที่รถตู้ขับซิกแซกนะครับ ขับแล้วหลบๆ ในลักษณะอย่างนี้ ขับแบบหลบกระสุนนะครับ เหตุการณ์ตรงจุดนั้นเขาบอกว่า คุณดูครับนี่ พวกเขาได้รับการฝึกอย่างดี ผมคิดว่าน้องชายผมที่ได้รับการฝึกอย่างดีคือ เขาได้รับการฝึกจากค่ายทหารของราบ 21 หรือปืนใหญ่ 21 นี่ผมจำไม่ได้นะครับ ผมเคยไปเยี่ยมเขาแค่ครั้งเดียว หลังจากเขาฝึกตอนนั้นแล้วเขาออกมาเยี่ยมบ้าน ทุกครั้งที่เขาได้พักเขาก็กลับมาเยี่ยมบ้าน ก็เลยไปเยี่ยมครั้งเดียว เลยจำไม่ได้ว่าเป็นปืนใหญ่ 21 หรือราบ 21 ที่ชลบุรีนะครับ เขาได้รับการฝึกที่ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ พูดนะครับก็มาจากจุดที่เขาไปฝึกทหารเกณฑ์มา

เป็นภาพในรายการทีวีเลยครับ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ เป็นคนบรรยายเลย บอกว่านี่ พวกเราเห็นไหม พวกเขาได้ผ่านการฝึกปรือมาอย่างดีอะไรอย่างนี้ รถขับลักษณะฉวัดเฉวียนอย่างนี้ ในธรรมศาสตร์ รถคันนี้ ช่วงตอนนั้นผมว่าน่าจะเป็นช่องเดียวเท่านั้นที่แพร่ภาพออกมาทุกช่อง เป็นรายการของ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ที่วิเคราะห์เหตุ มาเล่าถึงเหตุการณ์แล้วก็ชี้ประเด็นตรงจุดนี้ ภาพนี้ยังติดตาผมอยู่ ผมยืนยันแน่นอนเพราะว่าผมดูทีวีด้วยตัวผมเอง ภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ภาพที่เลวร้ายของเขาที่ยิงคน หรืออะไรอย่างนี้ไม่มี ภาพที่นักศึกษานอนแล้วก็ตำรวจไปเดินตรวจ ภาพนักศึกษาผู้หญิงต้องถอดเสื้อออกมาทั้งหมดไม่มีในตรงจุดนั้น แต่ภาพนักศึกษานอนราบอยู่กับพื้นนี่มี แต่ตรงจุดนั้นมันเลือนๆ นะครับ มันเลือนๆ ว่ามันเป็นเหตุการณ์ยังไงมั่ง แต่ว่าภาพที่ชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับผมโดยตรงก็คือ ภาพรถตู้คันนั้น

ช่วงนั้นผมกลับมีความรู้สึกแปลกใจที่ว่า รถที่เขาขับฉวัดเฉวียนตรงจุดนั้นนะครับ ไม่มีรอยกระสุน ผมเข้าไป ผมเข้าใจว่าคงถูกยิงจนพรุน แล้วเข้าใจว่าน้องผมคงเสียชีวิตบนรถอะไรอย่างนี้  ความรู้สึกของผมนี่ กระจกต้องแตก น้องชายต้องเสียชีวิตอะไรอย่างนี้ เราไปดูรถนี่รถเราปกติ ไม่มีร่องรอยกระสุน ไม่มีอะไรในรถนะครับ คราบเลือดอะไรในรถก็ไม่มี แต่ฟูกไม่มีแล้ว ผมเข้าใจว่าคงนอนบนฟูก เอาคนบาดเจ็บไปนอนบนฟูก แล้วคงเลือดไหลอะไรอย่างนี้ แล้วคงทิ้งฟูกไปเลย ของไม่หาย ทั้งๆ ที่รถตู้พวกนี้ แบตเตอรี่ อุปกรณ์อะไรต่างๆ จะหายนี่ไม่หาย

ผมยังเชื่อว่า ในจังหวะนั้นเจ้าหน้าที่หลายคนก็คงรู้ความเป็นจริง อาจมีส่วนเจ้าหน้าที่บางคนที่รู้ว่าอะไรไม่ดำไปหมด แล้วมันไม่ได้ขาวบริสุทธิ์สะอาดไปหมด คนที่มีความเป็นธรรมในส่วนเจ้าหน้าที่ตรงนั้นก็ตรงไปตรงมาในลักษณะการรักษาทรัพย์สินของผู้ที่อยู่เหตุการณ์ข้างในนั้น

ผมเป็นคนไปแจ้ง แจ้งที่เขต (พระนคร) เอง ไปแจ้งชื่อผู้เสียชีวิตที่อยู่ใน [เขต]นั้น ตอนนั้นไปแจ้งเอาใบมรณะบัตรที่โรงพยาบาลออกให้ครับ ไปแจ้งเพื่อจะคัด [ชื่อ]ออกจากครอบครัว เพื่อออกจากทะเบียนบ้าน เราได้ใบมรณะบัตรนี่ถึงคัดชื่อออกจากทะเบียนบ้านได้ว่า เสียชีวิต เพราะเขาจะต้องเอาทะเบียนบ้านมาแล้วระบุว่าเสียชีวิต เลขที่มรณะบัตรเท่าไหร่ อะไรอย่างนี้นะครับ ต้องไปแจ้งที่เกิดเหตุ ออกใบมรณะบัตรในที่เกิดเหตุ แล้วเราไปคัด เพราะทะเบียนบ้านผมไม่ได้อยู่ที่เขตพระนคร ตอนนั้นบ้านผมอยู่ซอยภคิณีนาท น่าจะเขตบางพลัด ไปแจ้งที่เขตที่เกิดเหตุ แล้วก็เอาใบมรณะบัตรนั้นไปแจ้งคัดออกที่เขตบางพลัดซึ่งครอบครัวผมอยู่ที่นั่น

หลังจากเหตุการณ์ผมก็มาคิดนะว่า ทำไมผมต้องไปทำในสิ่งที่น่ากลัว เพราะตอนนั้นในความรู้สึกของผมนี้น่ากลัวมาก สำหรับญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต เพราะไอ้นี่คือพวกคนที่มาจากพวกทรยศต่อชาติ ไอ้พวกที่จะโค่นล้มสถาบัน ไอ้พวกที่มันเลวร้าย มันชั่วไปหมด แล้วผมเป็นพี่ชายของเขาด้วย ของคนที่ถูกกล่าวหาลักษณะอย่างนั้น ผมต้องไปแจ้งทำไม ก็อยู่ในครอบครัวก็อยู่ไป แล้วหลังจากนั้นสักปีสองปีค่อยไปแจ้งก็ได้ เพราะผมถือใบมรณะบัตรมาแล้วนี่ครับ ให้ทางโรงพยาบาลออกมาแล้ว ยืนยันมาแล้วนี่ ผมไปแจ้งเมื่อไหร่ก็ได้ ทำไมผมจะต้องไป คือเราตัดสินใจลำบากเหมือนกันว่าจะไปแจ้งไหม ทั้งๆ ที่เราเห็นศพแล้ว แต่การที่เรารับศพไปนี่ [เขา] ก็ตามมาถึงบ้านเราได้ ก็เลยไป ต้องยอมรับว่ากลัวมาก เพราะว่าตอนนั้นนะครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงออกมานี่มันเหมือนกับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ข้างเดียว  คือความเลวร้ายมันเกิดขึ้นอยู่ข้างเดียว อีกฝั่งที่เขาจัดการปัญหานี้ เขาก็จะออกมาพูดทุกอย่าง ทุกคนที่เกี่ยวข้องนี่เป็นคนต่างชาติ เป็นพวกคอมมิวนิสต์เข้ามาในเมือง เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้ทุกคนไม่กล้าเข้าไปแตะต้องตรงนั้น  ทั้ง ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ และก็พันโทอุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ทั้งสองคนนี้ออกทีวีและเรียกว่า ปลุกเร้าให้เกิดความตึงเครียด ความเกลียดชัง ความกลัวตลอดเวลา

แต่เพราะเราถูกอบรมมาแต่เล็กในลักษณะการเคารพกฏหมายไงครับว่า เราต้องทำขั้นตอนหนึ่งสองสามอะไรอย่างนี้ครับ ในการย้ายทะเบียนบ้านผมก็เป็นหลักในครอบครัว เป็นพี่ชายคนโต เวลาย้ายบ้านย้ายอะไร ผมก็ต้องไปทำทะเบียนบ้าน ไปก็เจอญาติพี่น้องของแต่ละคนที่ไปแจ้ง ญาติพี่น้องของคนที่เสียชีวิต คนที่สูญหายไป ซึ่งเป็นญาติพี่น้องเขามาแจ้ง เราต่างก็มองหน้ากันแล้วก็ไม่มีใครพูด แต่หลายคนเขาก็ร้องไห้ แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร หรือปรึกษาหารือกัน ในยุคสมัยนั้นความหวาดกลัวมันสูงมาก เพราะก่อนเหตุการณ์นั้นมันมีเรื่องน่ากลัวอยู่หลายเรื่อง ตั้งแต่นักศึกษาหรือคนงานที่ถูกแขวนคอที่นครปฐม

เราพูดจริงๆ ว่าที่เราจะไปแจ้งตอนนั้น ก็เป็นเหมือนหน้าที่หนึ่งของพี่ชาย ของครอบครัว เพราะผมเป็นพี่ชายคนโต น้องยังเล็ก ผมก็เลยจำเป็นต้องไป ต้องใช้คำว่าจำเป็นต้องไปเลยตอนนั้น แต่ก็กลัวมาก ตั้งแต่ไปครั้งนั้นแล้ว ผมไม่เคยย้อนกลับคืนไปอีกเลย อะไรที่เป็นอดีตที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้นะครับ เราพยายามหลีกเลี่ยงเลย คือพูดกันง่ายๆ อย่างนั้นเลยครับ เป็นความเจ็บปวด และเป็นความเจ็บปวดของครอบครัวที่เป็นความเสียหายครั้งแรก ที่ในครอบครัวเรามีผู้ที่สูญเสีย แล้วก็สูญเสียไม่ใช่จากโรคภัยไข้เจ็บอะไร ถ้าเป็นอุบัติเหตุเราก็ยังบอกได้ แต่เป็นการจงใจจากการกระทำขึ้นมา

ในตอนที่ผมไปตอนนั้นนะครับ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความรู้สึกแบบเดียวกันกับผม มีหลายคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนะครับที่น้องเขาเสียชีวิต เขาบอกว่าเขาเป็นตำรวจ แล้วน้องเขาก็เสียชีวิต ผมก็บอกว่า น้องผมก็เสียชีวิต แล้วก็มองหน้ากัน ทุกคนไม่อยากพูดอะไรกันเท่าไหร่ เพราะทุกคนก็เหมือนกับคน ที่เป็นญาติพี่น้องของคนเลวเหล่านั้น คนที่เหมือนกับทรยศต่อชาติมาเจอกันอะไรอย่างนี้ ความรู้สึกตอนนั้นมันบอกแบบนี้กับสังคม ตัวเราเองเรารู้ดีว่า ญาติของเรานี่เป็นคนยังไง แต่ขณะนั้นมันเหมือนกับเป็นคนที่ถูกสังคมตราหน้าเอาไว้ ถ้าผมจำไม่ผิดเป็นช่วงเช้า ช่วงเช้าของวันที่ 8 หรือที่ 9 นี่แหละครับ เราไปนี่เป็นสิบครอบครัว ที่เห็นอยู่ตรงนั้นนะครับ

อย่าว่าแต่คนอื่น ในครอบครัวเรานี่ เอกสารหนังสือต่างๆ แม้ผมจะเสียดายมาก หนังสือที่ผมซื้อมาในงานตั้งเยอะแยะ ผมต้องห่อใส่ถุงพลาสติกแล้วเอาออกจากบ้าน ตอนนั้นด้วยความไร้เดียงสา เราไม่มีประสบการณ์ในการซ่อนสิ่งเหล่านี้ บางทีขนใส่รถแล้วก็ขับไป มันมีโอกาสสูงที่จะถูกค้นเจอ มันมีโอกาสจะเจอง่ายๆ ทั้งๆ ที่เราควรจะเก็บไว้ใกล้บ้านหรือซ่อนไว้อยู่นอกบ้าน ฝังดินเอาไว้อยู่ตรงนั้น แต่ไอ้คนตกใจแล้วไม่มีประสบการณ์อะไรต่างๆ เลยนี่ต้องขับรถออกไปแล้วไปหาที่เปลี่ยวๆ ขุดดิน แล้วไปฝัง ซึ่งผมคิดแล้ว ในตอนนั้นมันไร้เดียงสามากๆ ประสบการณ์การต่อสู้กับกลุ่มคนมีอำนาจอย่างนี้นะครับ มันเหมือนกับไร้เดียงสามาก คือเรากำลังเปิดเผยตัวเราเอง ในการที่จะไปลักษณะนั้น การไปที่มืดๆ เปลี่ยวๆ แล้วขุดนี่ มีใครเห็นขึ้นมานี่ มันเหมือนกับผมจะไปฝังอะไร แต่ความจริงเป็นหนังสือที่เราห่อในถุงพลาสติก แล้วเรามัดอย่างดีแล้วไปเก็บเอาไว้ ตอนหลังผมไปหาอีกทีหนึ่ง ผ่านไปเป็นปีนะครับ ผมก็ไปเอามา แต่ทีนี้ถุงเกิดขาดขึ้นมา น้ำซึมเข้าไป หนังสือก็เสียหายหมด

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านมา ในครอบครัวเรานี่ เป็นเวลาหลายปีทีเดียวนะครับ ผมมีความรู้สึกผิดต่อครอบครัว มันเหมือนกับผมเป็นคนหนึ่งที่ชักจูงเขา ถ้าเขาเป็นฝ่ายขวาของเขาในลักษณะอย่างนั้น ครอบครัวเราก็ไม่ได้สูญเสีย ผมมีความรู้สึกโทษตัวเอง เป็นเพราะผมหรือเปล่าที่ทำให้ครอบครัวเราสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เป็นการสูญเสียครั้งแรกของครอบครัว เพราะในครอบครัวของเรา ในญาติพี่น้อง ในเพื่อนสนิทของเรานี่ น่าจะเป็นเขาที่เสียชีวิตคนแรกในครอบครัวนะครับ มันเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มากในครอบครัวเรา แล้ว [เขา]ก็เป็นกำลังหลักของครอบครัว ในการช่วยครอบครัว น้องชายนี่คือค่ากินอยู่ ค่ากับข้าวกับปลาที่เขาช่วยครอบครัว เขาไปทำมาหากิน รายได้ตรงจุดนี้คือการดูแลค่าเรียนค่าหนังสือของครอบครัว

หลังจากวันที่ 6 ตุลา ผมมีความรู้สึกผิดกับครอบครัวมากอย่างที่ผมบอก มันรุนแรงกับครอบครัวผมมากและผมมีความรู้สึกผิดต่อคุณแม่ผมมาก ทุกคืนนะครับ ดึกๆ คุณแม่ผมจะร้องไห้เสียงดังออกมา มันเป็นเสียงเหมือนกับที่เขาบรรยายเอาไว้ว่า เสียงร้องไห้อย่างโหยหวน คือความเจ็บปวดมันถึงที่สุดแล้วคุณแม่ผมจะร้องออกมา แล้วร้องคนเดียวกลางคืน ผมต้องตื่นขึ้นมาแล้วค่อยมาปลอบคุณแม่ ก็บอกกับคุณแม่ว่าน้องเสียไปแล้ว แม่ก็อย่าไปนั่นเลย ต้องมีกำลังใจในการที่จะดูแล ต้องเป็นหลักให้กับครอบครัวต่อไป เพราะยังมีน้องของเขาอีก ผมกับคุณแม่ก็จะช่วยกันดูแลน้องๆ ถึงไม่มีเขาแล้ว แล้วก็คุณแม่ก็เงียบไป หลังจากที่ผมไปปลอบคุณแม่ก็เงียบไป มันเป็นอย่างนี้เป็นเดือนนะครับที่คุณแม่ผมลุกขึ้นมาร้องไห้ แล้วก็ค่อยๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ หลังจากปรับตัวไปได้สักระยะหนึ่ง

น้องๆ เขาก็มีความรู้สึกว่า เมื่อคุณแม่ร้องไห้เขาก็ร้องไห้ด้วย แต่เขาเด็กๆ น่ะครับ เขาก็ปรับตัวง่ายขึ้น เขาปรับตัวได้เร็วกว่า คือสูญเสียไปแล้วก็สูญเสียไปอะไรอย่างนี้นะครับ น้องๆ ซึ่งยังเรียนหนังสืออยู่ ก็มีผลกระทบไม่มากนัก มีคนที่มีกระทบหลักๆ เลยคือ น้องสาวคนเล็กคนหนึ่งที่เขาใกล้ชิดกับพี่ชายคนนี้มาก และก็คุณแม่ และตัวผมซึ่งมีความรู้สึกผิดกับครอบครัว ตอนนั้นผมมีความรู้สึกผิด ทุกวันนี้ผมยังมีความรู้สึกว่า ผมไม่ได้เจ็บปวดตรงจุดนี้เลย แต่ผมกลับมีความรู้สึกว่า ผมผิด ผมมีความผิดแค่นั้นเอง คือความรู้สึกเหมือนกับเห็นแก่ตัว มีความรู้สึกว่าผิด ผิดแค่นั้นเอง แต่ไม่ได้เจ็บปวดอะไรกับน้อง แต่มีความเจ็บปวดกับแม่ ที่ทำให้แม่ต้องเจ็บปวดอย่างนี้แค่นั้นเอง มีความรู้สึกผิดกับแม่เท่านั้น อะไรอย่างนี้นะครับ มีความรู้สึกว่าพอเหตุการณ์นานๆเข้า ย้อนมารำลึกถึงเหตุการณ์เหล่านั้นที่ผ่านมา ตัวผมเองก็ไม่ถูกต้องในตรงจุดนั้น ความรู้สึกของผมนะครับ ผมว่าตัวผมเองทำตัวไม่ถูกต้องในขณะนั้น

ผมว่าไม่น่าน้อยกว่าสิบปี ในความรู้สึกที่ผมมีว่า ผมผิดกับครอบครัว คือผมไปสนใจสิ่งที่มันเกินตัวเรา เกินกำลังที่เราจะเปลี่ยนแปลง อะไรอย่างนี้นะครับ บางทีช่วงตอนนั้น ถึงตอนนี้ ผมยังมีความรู้สึกว่าความรู้สึกตรงนั้นมันหลอนผม เป็นความรู้สึกเห็นแก่ตัวของครอบครัวเรา ส่วนตัวเราที่เป็นความผิดที่เราไปมีความรู้สึกอย่างนั้น เพราะว่าเราไม่ได้สูญเสียคนเดียว มีหลายครอบครัวที่เขาเจ็บปวดกว่าเราเยอะ ผมคิดว่าบางครอบครัวอาจจะเป็นลูกชายคนเดียว เป็นลูกคนเดียวของครอบครัวเหล่านั้นที่เขาต้องสูญเสียไป ของเรานี่ถ้าเปรียบเทียบกับครอบครัวอื่น เราไม่ใช่คนที่สูญเสียมากที่สุด ยังมีครอบครัวหลายครอบครัวที่ผมเชื่อว่า เขาสูญเสียที่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เขาเจ็บปวดมากกว่าเราเยอะ ความรู้สึกเหล่านั้นก็เลยลดลงในความรู้สึกผิดนะครับ ความรู้สึกผิดมันก็เลยลดลงหลังจากที่คุณแม่ก็เริ่มทำใจได้

ตัวผมเองนี่ ทุกคนรู้ว่าน้องชายผมเสียชีวิต ตอนช่วงนั้นผมทำงานอยู่ที่บริษัทโอลิมเปียนะครับ เจ้านายผมที่บริษัทโอลิมเปีย ท่านก็มีความรู้สึกว่า ท่านเข้าใจนะครับ ท่านน่าจะเป็นคนที่เรียนจบจากต่างประเทศมา บางทีมุมมองของท่าน ในมุมมองของคนที่มีการศึกษาในอีกระดับหนึ่ง เขาไม่มองในลักษณะเดียวกับสิ่งที่สื่อกำลังสร้างขึ้นมา ผมเชื่อว่าคนเหล่านั้นเขาอ่านหนังสือพิมพ์ต่างประเทศด้วย เขาอาจจะฟังวิทยุของต่างประเทศด้วย ซึ่งความเข้าใจในเรื่องภาษา สิ่งเหล่านี้ เขาจะรู้ว่าเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้น ไม่เหมือนกับคนไทยทั้งประเทศ สี่ห้าสิบล้านคนในขณะนั้น ผมคิดว่าตอนนั้นคนไทยเกือบทั้งประเทศ มันเหมือนกับถูกปิดหูปิดตาฟังสื่ออยู่ข้างเดียว แต่ผมเชื่อว่าคนในระดับอย่างนั้นเขาไม่ได้ฟังดู เขาไม่เชื่อกับเหตุการณ์ที่สื่อเราบอก ทีวีเราบอกลักษณะนั้น เพราะเขามีสื่อทางเลือกอีกเยอะแยะ ผมเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น

เราไม่ฝังนะครับน้องชายคนนี้ เราใช้พิธีเผาเลย ทำพิธีเผาในวัด เราทำเงียบๆในครอบครัว ถ้าผมจำไม่ผิด วัดญวณสะพานขาวที่นางเลิ้งครับ ตรงที่นางเลิ้ง มีแต่ใน [คน] ครอบครัวเท่านั้นนะครับ ถึงวันที่ 6 ตุลาก็จุดธูปไหว้ คุณแม่ทำตลอดที่ผ่านมา แล้วก็คนที่ทำตลอดอย่างเหนียวแน่นคือ น้องสาวคนเล็กสุดที่ว่า เรามีหิ้งรูปของเขา น้องสาวเขามี แต่ของผมนี่ผมไม่ได้ทำไว้เลย คือผมเหมือนกับคนที่มีความผิดกับเขา ผมเลยอยากจะลืมๆเหตุการณ์พวกนี้ไป ผมนี่พยายามลืม แต่น้องสาวคนเล็กเขายังมีทำอยู่ เขาจะซื้อผลไม้มาไหว้ในบ้านเป็นหลัก เขาทำเสร็จแล้วก็ข่าวคราวมาถึงผม แล้วผมก็ถึงจำได้ว่า วันที่ 6 ตุลานี่คือวันที่น้องผมเสียชีวิต เพราะไม่งั้นเราก็ลืมๆไปเลย แล้วก็ทุกปี 6 ตุลา นี้ เขาพยายามติดตามเหตุการณ์ ในช่วงที่มันเลวร้าย แต่เขาก็กล้าไปวันรำลึก 6 ตุลา เขาก็ไปและเขาก็รับฟังข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไปเงียบๆ เสร็จแล้วก็กลับไป แล้วก็บางทีก็ชวนพี่น้อง ชวนญาติไปด้วยเขาก็กลับมาเล่าให้ที่บ้านฟัง แต่ตัวผมเองนี่ผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกเลย ผมรู้สึกว่า มันมากเกินไปและมันพอแล้ว ในความรู้สึกของผม

เหตุการณ์เหล่านี้เล่ามาจากความทรงจำทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็คงบอกได้แค่อย่างที่เห็น และก็จากความทรงจำเท่านั้น ไม่มีบันทึกไม่มีอะไรไว้เลย รูปถ่ายก็เป็นรูปของน้องที่ไปถ่ายติดบัตรอะไรสักอย่างหนึ่งแค่นั้นเอง แล้วก็รูปที่เขาไปขยายขึ้นมาและน้องสาวเอาไปทำเป็นหิ้งไว้สำหรับระลึกถึงเขา

ผมนั่งคิดในสมัยนี้ เหตุการณ์เหล่านั้นคือ บางสิ่งบางอย่างทุกคนก็ยังอยากทำในลักษณะนั้น แต่ผมว่ามันไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะไม่ว่าเฟซบุ๊ก ไลน์กลุ่ม หรืออะไรอย่างนี้ ทันทีที่เรื่องเกิดขึ้นมามันแพร่กระจายไปหมด ถ้ามันมีเฟซบุ๊กมีอะไรอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่าคงไม่สามารถปิดประตูตีแมวได้ในลักษณะนี้ แล้วก็คงไม่สามารถสื่อสารข้างเดียวได้ตลอดเวลาในลักษณะอย่างนี้ ผมเชื่อว่า ตอนนั้นคนที่จะฟังข้อมูลตรงกันข้ามน่าจะมีช่องทางเดียว น่าจะเป็น สปท. เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย คือเสียงจากในป่าเท่านั้นที่จะได้ฟังมุมมองตรงกันข้ามกับสิ่งเหล่านี้ นอกนั้นไม่มีเลย หนังสือพิมพ์ทุกฉบับต้องเป็นทิศทางเดียวกัน แล้วก็สื่อทุกสถานีก็ต้องเป็นอันเดียวกัน วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ จะต้องเป็นแบบเดียวกันหมด มันถึงสามารถสร้างสถานการณ์ให้คนทั้งประเทศ ได้รู้สึกเช่นนั้นได้ เป็นความรู้สึกร่วมอย่างนั้นได้ ผมก็ยังนั่งคิดว่าเฟซบุ๊กมาช้าเกินไปหน่อย ไม่งั้นบ้านเมืองเราคงไม่เป็นมาในลักษณะนี้ ผมว่านะครับ นั่นคือความรู้สึกของผมในขณะนี้

ผมคิดว่าในตอนนี้ยังมีคนที่อยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้นยังพูดได้ ผมว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์ในธรรมศาสตร์เป็นพันเป็นหมื่นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่จะบอก กล่าวขานถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร จากเพื่อนที่เขาไปในเหตุการณ์นั้น เพื่อนอยู่ฝั่งเดียวกับนักศึกษานะครับ เขากำลังจะไปตอนเช้า เขาติดตามเพื่อนจะเข้าไปในเหตุการณ์ แต่เข้าไม่ได้ แล้วมีการลากศพลากอะไรออกมาฆ่า เอามาเผาที่สนามหลวงนะครับ เขาบอกผมว่า เขาเห็นแล้วต้องรีบกลับ เขาบอกว่าในเหตุการณ์ตอนนั้นแค่มีใครสักคนหนึ่ง คือคนไม่ชอบเขาชี้ไปบอกว่า ไอ้นี่ก็คือพวกนักศึกษานี่ เขามีสิทธ์ตายได้ทันทีเลย เพราะในกลุ่มคนเหล่านั้นกำลังคลั่งอย่างมาก คืออยากจะฆ่าใครแค่ชี้เข้าไป บอกไอ้นี่มันเป็นพวกนักศึกษาเท่านั้นนะ ไอ้คนนั้นคือต้องตายทันทีเลย เพราะจะไม่มีการสอบสวน ไม่มีใคร กฎหมายใช้ไม่ได้ในขณะนั้น หรือความเป็นธรรมอะไรต่างๆ ไม่ต้องไปพูดถึง บุคคลเหล่านั้นที่กำลังบ้าคลั่งมีอำนาจสูงสุด และสามารถฆ่าคนได้แบบไม่ผิดกฎหมาย อาจจะได้รับการยกย่องด้วยซ้ำ เขากลับมาเล่าให้ฟังว่า สยดสยองมาก ในชีวิตเขา เขาเห็นการตายมา เห็นอะไรหลายๆ อย่าง การตายของอุบัติเหตุอะไรก็ตามแต่ เขาก็เป็นคนชอบไปดูนะครับ บางทีอุบัติเหตุมีคนตายสยดสยองนี่ ไปดูเพื่อจะเตือนสติไว้ว่า เราจะไม่ประมาทแบบเขาอะไรอย่างนี้ เขาบอกเขาทนดูไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ที่มันสยดสยองแบบนี้ เขาบอกเขาต้องรีบกลับออกมา เขาสะกิดเพื่อนบอกว่ารีบกลับ รีบกลับไปเลย

โดยสถานการณ์ที่ผ่านมา มีหลายครั้งที่เรายอมรับว่า เราอยากบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ แล้วก็มีบางเสียงที่บอกว่า มันควรจะลืม ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บทำไม ผมอยากยืนยันความถูกต้องว่า มันไม่ใช่เป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์เอาไว้ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยในลักษณะของเหตุการณ์หนึ่งที่เราจะปิดประตูของความเป็นจริงเอาไว้ไม่ให้คนรับรู้ โอเค เราอาจจะค่อยๆ ลืมมันไป แต่บานประตูนั้นก็ควรจะแง้มออกมาเพื่อให้ทุกคนได้มองเข้าไปว่า เกิดอะไรขึ้นในช่วงประวัติศาสตร์ช่วงนั้นมากกว่า

อยากให้ทุกคนได้มองเห็น ถึงว่าบานประตูไม่ได้เปิดกว้างออกมา แต่ก็ยังมีช่องให้ทุกคนมองเข้าไปในตรงห้องนั้นว่า มีอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง คนเดินผ่านไปผ่านมาก็จะได้สนใจมองดูว่า เกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่เราปิดประตูแล้วคนรุ่นหลังไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย แล้วสักพักหนึ่งผ่านไปห้าสิบปี หรือยี่สิบสามสิบปีหลังจากนี้ไป เด็กรุ่นใหม่ขึ้นมานี่ก็จะไม่รู้เลยว่า ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยมีเหตุการณ์ที่สยดสยอง มีคนไทยที่ฆ่าคนไทยด้วยกันเองได้ ในลักษณะที่เหมือนกับศัตรู ที่เหมือนกับว่า ศัตรูต่างชาติที่บุกเข้ามาในกลางเมืองกรุง แล้วเราก็ฆ่ากันแบบสยดสยองอย่างนั้น ผมต้องการแต่เพียงบันทึกเอาไว้ว่าให้รู้ว่า นี่คือเหตุการณ์ที่คนไทยกับคนไทยฆ่ากันตาย และฆ่ากันอย่างสยดสยองมาก เด็กๆ ที่ต้องการเรียกร้องในสิ่งที่ไม่ถูกต้องในขณะนั้น ซึ่งในเวลาผ่านมานี่ เราก็ยืนยันได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงจังหวะนั้นของรัฐบาลเผด็จการทหาร และก็รัฐบาลเผด็จการในขณะนั้น ถึงวันนี้มันก็ชี้ชัดว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ถูกต้อง และเด็กเหล่านี้เป็นเด็กที่ต่อสู้เพื่อจะเปลี่ยนแปลงในสิ่งไม่ถูกต้องนั้น

คือใครจะผิดจะถูกอะไรนี้ ผมคิดว่าเป็นอนาคตของเด็กรุ่นหลัง ของนักประวัติศาสตร์ที่จะมาย้อนในตรงจุดนี้อีกทีหนึ่ง หลังจากที่เหตุการณ์ในอีกสามสิบปีห้าสิบปีหรืออีกร้อยปีข้างหน้า เรามาบอกกันอีกทีหนึ่งว่า เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ตรงจุดนี้ได้เกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่า การชำระประวัติศาสตร์จุดนี้จะบ่งบอกถึงความเป็นจริงได้ในอนาคต ผมเชื่อมั่นว่าบางสิ่งบางอย่างสามารถปกปิดได้ชั่วครั้ง ได้บางครั้งบางคราวในประวัติศาสตร์เท่านั้น ประวัติศาสตร์ในอนาคต สิ่งที่อยู่ในอนาคตมันจะย้อนมองมาในประวัติศาสตร์ว่า เราควรจะทำยังไง เหตุการณ์เหล่านี้มันไม่ควรเกิดขึ้นอีกในอนาคต มันจะต้องเป็นยังไงแบบไหนนะครับ ผมเชื่อว่า แม้จะเอาคนผิดเหล่านั้นมาลงโทษไม่ได้ แต่ประวัติศาสตร์ก็คงจะประจานคนเหล่านั้นว่า ได้เกี่ยวข้อง ได้มือเปื้อนเลือดในลักษณะไหน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จะบันทึกเอาไว้ในอนาคต

แต่มันไม่ใช่เลย ประเทศของเราไม่เคยเรียนรู้เลยว่า เราไม่เคยลงโทษคนที่สร้างความผิดพลาด แล้วเรากำลังผิดพลาดอีก และผมก็ยังเชื่อว่าในอนาคต เราก็ยังผิดพลาดอีกในลักษณะอย่างนี้ เพราะเราไม่เคยเรียนรู้ เพราะคนที่ผิดไม่เคยได้รับการลงโทษ ผมถึงบอกว่า โดยความเป็นตัวผมเอง ถ้าคนเราจะแก้ไขความผิดพลาดได้ เราต้องรู้ว่าเราผิดก่อน ถ้าเรายังคิดว่าเราถูก ถ้าเราทำผิดเราไม่เคยถูกลงโทษ พูดง่ายๆถ้าผมทำอะไรผิด ผมขับรถฝ่าฝืนไฟแดงไปแล้วผมไม่เคยถูกจับไม่เคยถูกตำรวจปรับ แน่นอนที่สุด ผมก็ยังต้องทำอย่างนั้นไป จอดในที่สาธารณะ รถทะเบียนของผมไม่มีใครมาจับ แน่นอนที่สุดผมก็จะไม่ต้องไปจอดให้มันถูกกฎหมาย การฆ่าคนตายนี่ ผมว่าในประวัติศาสตร์ ในประเทศต่างๆ ในโลก ประวัติศาสตร์มันก็ชี้บันทึกเอาไว้ว่า ไม่มีใครอยู่รอดได้ ไม่ว่าปีโนเช่ ของชิลี ใช่มั้ยครับ ก็ยังต้องถูกลงโทษ อำนาจมหาศาล แต่ถึงวันหนึ่ง ประวัติศาสตร์ก็ต้องลงโทษ

แต่ทำไมเมืองไทยเราไม่เคยเลยครับ แล้วเราก็พยายามบอกกันด้วยนิสัยคนไทย ลืมๆ มันไปซะ ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บทำไม นี่แหละครับ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่า ด้วยเหตุผลอันนี้ที่ทำให้ผมยอมมาบันทึก ผมคิดว่า คงช่วยอะไรได้ไม่มากนัก แต่อย่างน้อยที่สุด มีการบันทึกไว้อีกห้าสิบปีหรืออีกร้อยปีข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ที่บันทึกเอาไว้มันก็ยังจารึกเอาไว้อยู่ นี่แหละคือสิ่งที่เราจะพูดถึง ถ้าคุณไม่บันทึกเอาไว้ในวันนี้ อีกสี่สิบปีข้างหน้าอีกที ผมคิดว่าคงไม่มีใครมานั่งเล่าให้คุณฟังแล้วล่ะ ก็ดูจากหลักฐานรูปถ่ายเท่านั้นเอง

แต่เมืองไทยเรานี่ คือผมยังแปลกใจในสังคมของไทยเราว่า เราได้สร้างสิ่งที่มันมีอะไรที่ผิดปกติมากๆ มันแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือบ้านเรานี่ บาดแผลที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นคนของเราประนีประนอมมาก แล้วก็ทำให้บาดแผลที่เกิดขึ้นมานี่ลืมๆ มันซะ แล้วก็เริ่มต้นใหม่ แล้วเราก็เริ่มต้นผิดใหม่อีก เสร็จแล้วเราก็บอกว่าลืมๆ กันไปอีก ผมมองดูว่าในบ้านเมืองเรานี่ มันมีปัญหาอย่างนี้ แล้วผมเชื่อว่าเหตุการณ์ 6 ตุลานี่ ผมก็ยังเชื่อว่าไม่ใช่เป็นครั้งสุดท้าย ถึงแม้มันเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่คนไทยในประเทศไทยนี้อยากจะลืม แต่ว่าในอนาคตนี่ผมเชื่อว่า ถ้าตราบใดที่เรายังไม่ถอดบทเรียน ไม่เอามาพูดในสิ่งเหล่านี้ว่าใครผิดใครถูก ถ้าเราปล่อยไปอย่างนี้ ความหลาบจำมันไม่มี

มันเหมือนกับว่า ทำไมประเทศไทยเรา คนไทยเรามีอะไรที่มันเลวร้ายไปหมด ไม่มีความดีเลยนะ กับอีกฝั่งหนึ่ง ทำไมมันถึงดีสุดๆ เลยนะครับ ทำอะไรก็ถูกต้องไปหมดอะไรอย่างนี้ คือคนไทยเราไม่เคยซักถามว่า เอ๊ะทำไมเหรอ ทำไมเราไม่ตั้งคำถามบ้าง ว่ามันใช่มั้ยแบบนี้ มันถูกมั้ย แล้วทำไมมันถึงชั่วช้าเลวทรามถึงขนาดนี้ แล้วทำไมมันถึงดีถึงขนาดนี้เหลือเกิน

บ้านเราเป็นประชาธิปไตย 99.9 เปอร์เซ็นต์อะไรอย่างที่ว่ากันนี่หรือ แต่ทำไมคนที่ถามปัญหานี้ กลับมีปัญหา เหมือนกับผมตอนนี้ ผมไม่รู้ว่า ผมพูดแบบนี้ไปแล้วผมจะมีปัญหาในอนาคตหรือเปล่า แต่ผมก็คิดว่า ผมอายุขนาดนี้แล้ว ถึงมีปัญหาอะไรอีก ผมก็คงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก อายุ 66 แล้ว ก็คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร ณ ตรงจุดนั้น ถึงแม้ว่า บางคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น จะเสียชีวิตไปเยอะแล้วก็ตาม รวมทั้งคนที่ร่วมก่อเหตุเหล่านั้นเสียชีวิตไปเกือบหมดแล้วก็ตาม แต่ผมเชื่อว่า นี่คือจุดแรกในการที่จะเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ให้สังคมมองดูว่า มีผู้ผิด มีเหตุการณ์สยดสยองเกิดขึ้น แล้วเราจะลืมมันไปหรือว่าเราควรตอกย้ำ

ผมว่า เรื่องบางเรื่องอาจไม่จำเป็นที่ว่าเปิดออกมาได้เต็มที่ แต่เราก็ไม่ควรปิดเสียสิ้นเชิง อย่างน้อยที่สุดก็เปิดออกมาบ้าง สรุปบทเรียนที่ผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมาเพื่อให้เรียนรู้ รับรู้ถึงข้อผิดพลาดเหล่านี้ มันเจ็บปวดขนาดไหน รวมถึงครอบครัวของคนที่เสียชีวิต ในเหตุการณ์เหล่านั้นที่กระทบครอบครัวของคนที่มีผลกระทบต่อเหตุการณ์เหล่านั้น

ถ้าความรู้สึกส่วนตัวนะ โดยความส่วนตัวของเรา ในครอบครัวของเรานี่ เราก็คงบอกว่า น้องอย่าไปเลยคืนนั้น เพราะ ณ วันนี้เรามองดูว่า สิ่งที่น้องสูญเสียไปนี่ มันไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย ถ้าในมุมมองของผม และผมเชื่อว่าญาติพี่น้องของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้น เขาก็คงบอกกับญาติเขาว่า อย่าไปเลย ในคืนวันที่ 5 ตุลานี่ ก่อนวันที่ 5 ตุลานี่อยู่บ้านเถอะ อยู่บ้านกินข้าวกับครอบครัว ผมเชื่อมั่นว่า ในครอบครัวเหล่านั้นก็คงเกิดความรู้สึกอย่างนี้ ยกเว้นว่า สิ่งที่เขาได้เสียสละ เขาทำลงไปแบบนั้น เขาเสียชีวิตไปแบบนั้น วันนี้เหตุการณ์บ้านเมืองมันดีขึ้น ผมยังอาจมีความภูมิใจบ้างว่า ชีวิตของน้องชายผมนี่ได้สร้างอะไรขึ้นมา หรือว่าครอบครัวของคนที่เขาเสียชีวิตนี่ เขาได้มีส่วนช่วยบ้านเมือง

 

***เอกสารหรือหลักฐานที่ปรากฏในเว็บไซต์ “บันทึก 6 ตุลา” มีจุดประสงค์เพื่อการเรียนรู้และประโยชน์ต่อสังคมเท่านั้น ในการนำไปใช้ กรุณาอ้างอิงเว็บไซต์ “บันทึก 6 ตุลา” ในฐานะแหล่งที่มาหรือตามที่ระบุไว้เป็นการเฉพาะในเอกสารบางฉบับ แต่หากท่านต้องการนำไปใช้ในทางธุรกิจหรือเพื่อแสวงหากำไร กรุณาติดต่อกับเราก่อนหรือขออนุญาตโดยตรงจากครอบครัวของผู้เสียชีวิต (email: [email protected])